resort, รีสอร์ท, ที่พัก
 
 
 
 
 
 
 


ที่พักภาคเหนือ
เชียงราย
เชียงใหม่
กำแพงเพชร
ตาก
นครสวรรค์
น่าน
พะเยา
พิจิตร
พิษณุโลก
เพชรบูรณ์
แพร่
แม่ฮ่องสอน
ลำปาง
ลำพูน
สุโขทัย
อุตรดิตถ์
อุทัยธานี


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
นครพนม
นครราชสีมา
บุรีรัมย์
บึงกาฬ
มหาสารคาม
มุกดาหาร
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สุรินทร์
หนองคาย
หนองบัวลำภู
อำนาจเจริญ
อุดรธานี
อุบลราชธานี


ที่พักภาคกลาง
กรุงเทพมหานคร
กาญจนบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นนทบุรี
ปทุมธานี
ประจวบคีรีขันธ์
ปราจีนบุรี
เพชรบุรี
ราชบุรี
ลพบุรี
สมุทรปราการ
สมุทรสงคราม
สมุทรสาคร
สระแก้ว
สระบุรี
สิงห์บุรี
สุพรรณบุรี
อยุธยา
อ่างทอง


ที่พักภาคตะวันออก
ชลบุรี, พัทยา
ระยอง
จันทบุรี
ตราด


ที่พักภาคใต้
กระบี่
ชุมพร
ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปัตตานี
พังงา
พัทลุง
ภูเก็ต
ยะลา
ระนอง
สงขลา
สตูล
สุราษฎร์ธานี

Link เพื่อนบ้าน
หอพัก
หอพัก
ห้องพัก





โอนิซึกะ, onitsuka, onitsuka tiger
Bangkok Dating, Thailand Matchmaker, Thailand Dating, Bangkok Matchmaker, dating bangkok, dating thailand, thai dating, online dating, single thai girls, thai women, dating service, speed dating, บริการหาคู่, บริษัทจัดหาคู่, หาคู่, หาแฟน, หาเพื่อน, จัดหาคู่, จับคู่, แม่สื่อ, ธุรกิจหาคู่
ถุงจัมโบ้, พาเลท

แนะนำรีสอร์ท, ห้องพัก, ที่พัก, บ้านพัก สำหรับพักผ่อนยามท่องเที่ยว


โรงแรมระพีพรรณวิลล์
ดีไซน์หรูสะอาดสงบมีระบบรักษาความปลอดภัยที่จอดรถกว้างขวางใจกลางเมือง


โรงแรมอุบลอินเตอร์เนชั่นแนล
เตรียมรับผู้พักอาศัยด้วยห้องพัก บนอาคารสูง 10 ชั้น พรั่งพร้อม ด้วยห้องชุดสุดพิเศษ


โรงแรมอุบลโฮเต็ล
เป็นโรงแรมที่พักหนึ่งใน จ.อุบลที่อยู่ใจกลางเมืองที่สุดท่านจะได้รับความสะดวกสบาย


โรงแรมทอแสงอุบล
ใจกลางเมืองอุบลราชธานีเมืองที่เห็นตะวันก่อนใครในบรรยากาศเงียบสงบ


พื้นที่โฆษณาว่าง
ราคาพิเศษสุดเพียงเดือนละ 300 บาทเท่านั้นทำคูปองส่วนลดและิิbannerให้ฟรี


ResortDD.com จังหวัดอุบลราชธานี (Ubon ratchathani) ที่พักจังหวัดอุบลราชธานี โรงแรมจังหวัดอุบลราชธานี รีสอร์ทจังหวัดอุบลราชธานี เกสเฮ้าส์จังหวัดอุบลราชธานี สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์รวมรีสอร์ทจังหวัดอุบลราชธานี แหล่งรวมที่พักจังหวัดอุบลราชธานี Thailand Ubon ratchathani Hotel Resort Guesthouse

เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์

ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์

 

                อุบลราชธานีเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่สามารถเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นได้ก่อนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย เพราะตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเส้นเวลาหลักของประเทศ ที่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก และมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่นมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคขอมโบราณ ที่ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมไทยถิ่นอีสานปัจจุบันเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจอุบลราชธานียังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า พืชพรรณนานาชนิด แหล่งน้ำขนาดใหญ่น้อยหลายแห่ง และภูมิทัศน์ที่งดงามแปลกตาโดดเด่น รวมทั้งมีโรงแรมที่พักมากมายและการคมนาคมสะดวกสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสนามบิน ทำให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ของภูมิภาค ที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาเยี่ยมเยือน

                จังหวัดอุบลราชธานีมีเนื้อที่ประมาณ 16,113 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 10 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศ ตั้งอยู่ในบริเวณแอ่งโคราช ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูงลาดเอียงไปทางตะวันออก มีแม่น้ำมูลไหลผ่านกลางจังหวัดจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก มาบรรจบกับแม่น้ำชีแล้วไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม มีภูเขาสลับซับซ้อนทางตอนใต้ เทือกเขาสำคัญ คือ เทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาพนมดงรักอุบลราชธานีเป็นเมืองใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ในอดีตบริเวณพื้นที่แถบนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเขมรหรือขอมโบราณ ต่อมาอาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจไป จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีก็ได้ทรงรวบรวมดินแดนแถบนี้เข้าอยู่ภายใต้การปกครอง แต่ต่อมาชุมชนดังกล่าวก็เกิดการแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่ายอยู่เป็นเวลานับสิบปี จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงรวบรวมดินแดนแถบนี้เป็นอาณาจักรได้สำเร็จอีกครั้ง และได้สถาปนาอาณาจักรกรุงธนบุรีขึ้น ตรงกับที่ท้าวคำผง (พระประทุมวรราชสุริยวงศ์) แห่งเมืองเวียงจันทน์ ได้อพยพจากหนองบัวลำภูมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ที่บริเวณดงอู่ผึ้งริมฝั่งแม่น้ำมูล บริเวณอำเภอดอนมดแดงในปัจจุบัน และต่อมาได้เกิดอุทกภัยขึ้น จึงได้ย้ายชุมชนมาตั้งอยู่ที่บริเวณตัวจังหวัดในปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “อุบลราชธานี” ขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร และให้ท้าวคำผงเป็นเจ้าเมืองคนแรก โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “พระปทุมวงศา” ต่อมาในปี พ.ศ. 2335 ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “มณฑลอุบลราชธานี” เป็นศูนย์กลางการบริหารของมณฑลอีสาน และในปี พ.ศ. 2468 มณฑลอุบลราชธานีก็ได้ถูกยุบโอนมาขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา จนถึงปี พ.ศ. 2476 ได้มีการยกเลิกระบบมณฑล เมืองอุบลราชธานีแยกตัวออกมาตั้งเป็น “จังหวัดอุบลราชธานี” เป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ถึงปี พ.ศ. 2515 อำเภอยโสธรและอำเภอใกล้เคียงที่อยู่ในเขตปกครองของจังหวัดอุบลราชธานี ได้ถูกแบ่งออกไปตั้งเป็นจังหวัดยโสธร และต่อมาในปี พ.ศ. 2536 อุบลราชธานีได้ถูกแบ่งพื้นที่อีกครั้ง โดยแยกอำเภออำนาจเจริญและอำเภอใกล้เคียงออกไปตั้งเป็นเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ

                จังหวัดขอนแก่นอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ  629  กิโลเมตร   แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 อำเภอ 5 กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ อำเภอเดชอุดม อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย อำเภอน้ำยืน อำเภอพิบูลมังสาหาร อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอตระการพืชผล อำเภอเขมราฐ อำเภอม่วงสามสิบ อำเภอเขื่องใน อำเภอกุดข้าวปุ้น อำเภอตาลสุม อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอสำโรง อำเภอสิรินธร อำเภอดอนมดแดง อำเภอทุ่งศรีอุดม กิ่งอำเภอนาเยีย กิ่งอำเภอนาตาล กิ่งอำเภอเหล่าเสือโก้ก กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ และกิ่งอำเภอน้ำขุ่น

 

 

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี

 

ถ้ำเหวสินธุ์ชัย               อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 2222 ก่อนถึงโขงเจียมประมาณ 7 กิโลเมตร เลี้ยวเข้าไปประมาณ
   2 กิโลเมตร บริเวณถ้ำมีพระพุทธไสยาสน์บรรยากาศสงบเงียบ











 

ทุ่งศรีเมือง                อุบลราชธานี

   ชาวเมือง และเป็นที่จัดเทศกาลงานบุญต่างๆ ทุ่งศรีเมืองมีประตูทางเข้า 4 ทิศ คือ ประตูอุบล
   เดชประชารักษ์ อุบลศักดิ์ประชาบาล อุบลการประชานิตย์ และอุบลกิจประชากร ภายในทุ่งศรี
   เมือง มีปฏิมากรรมจำลองเทียนพรรษาแกะสลักที่งดงาม สวนสุขภาพ สนามเด็กเล่น










 

ธรรมาสน์สิงห์ศิลปะญวนที่บ้านชีทวน               อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ที่ศาลาการเปรียญวัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ บ้านชีทวน ตำบลชีทวน เป็นธรรมาสน์ที่
   แตกต่างจากธรรมาสน์โดยทั่วไปกล่าวคือ มีลักษณะเป็นรูปสิงห์ยืนเทินบุษบก (ตัวธรรมาสน์)
   สร้างด้วยอิฐถือปูน ยอดปราสาทเป็นเครื่องไม้ทำเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นประดับตกแต่งลายปูนปั้น
   และลายเขียนสีแบบศิลปะญวนทั้งหลัง ธรรมาสน์นี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2468 โดย
   ช่างชาวญวน และถือเป็นประติมากรรมที่มีคุณค่ายิ่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การเดินทาง
   อยู่ห่างจากตัวเมือง 26 กิโลเมตร

                 เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 23 (อุบลราชธานี-ยโสธร) ประมาณ 22 กิโลเมตร จะ
   ถึงบ้านท่าวารี ทางหลวงหมายเลข 2412   มีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้าน 5 กิโลเมตร




 

น้ำตกห้วยทรายใหญ่          อุบลราชธานี

   อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-เขายอดมน เป็นน้ำตกที่สวยงาม ห่างจากอำเภอบุณฑริกไป
   ทางทิศเหนือตามเส้นทางหมายเลข 2369  ไปบ้านห้วยทราย เป็นระยะทาง 26 กิโลเมตร ถึง
   กิโลเมตรที่ 29 มีทางแยกขวาไปอีก 6 กิโลเมตร ลักษณะเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลดหลั่น
   ลงไปด้านล่าง บริเวณร่มรื่นมีน้ำมากในช่วงปลายฤดูฝน เที่ยวชมได้ในช่วงเดือน
   กันยายน-ธันวาคม








 

บ้านคำปุน              อุบลราชธานี

   มีพิพิธภัณฑ์ผ้าพื้นเมืองอีสาน ที่อนุรักษ์สั่งสมผ้าโบราณสูงค่ามากมาย บ้านคำปุนจะเปิดโรงเรือน
   ผลิตผ้าทอให้บุคคลภายนอกได้ชื่นชม ปีละครั้ง ในช่วงงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี











 

บ้านท่าข้องเหล็ก                        อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 226 สายอุบล-ศรีสะเกษ ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 3 กิโลเมตร
   (ข้างโรงเรียนวารินชำราบ) เป็นหมู่บ้านซึ่งทำหม้อดินกันทั้งหมู่บ้าน โดยใช้ดินเหนียวในลุ่มแม่น้ำ
   มูล นำมานวดให้เข้าเนื้อ แล้วผสมกับแกลบและอื่นๆ กรรมวิธียังเป็นแบบดั้งเดิมคือไม่มีเครื่องจักร
   มาเกี่ยวข้องเลย









 

ปราสาทบ้านเบ็ญ               อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ที่บ้านหนองอ้ม ตำบลหนองอ้ม  ปราสาทบ้านเบญจ์ เป็นศาสนสถานขอมขนาดย่อม
   ประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงที่สร้างแยกกัน กรมศิลปากรได้ทำการขุด
   แต่งในปี พ.ศ. 2533 ได้พบทับหลังรูปเทพนพเคราะห์  หรือเทวดาประจำทิศทั้ง 9 องค์ และรูป
   พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จากลักษณะแผนผังทางสถาปัตยกรรมและภาพสลักบนทับหลังที่พบ
   อาจกำหนดอายุปราสาทหลังนี้ได้ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16

   






การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 63 กิโลเมตร บนเส้นทางเดชอุดม-น้ำยืน ตามทางหลวงหมายเลข 2192 เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 2214 ก่อนถึงอำเภอทุ่งศรีอุดม

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี               อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ถนนเขื่อนธานีตัดกับถนนอุปราช เป็นอาคารปั้นหยาชั้นเดียว สร้างเมื่อ พ.ศ. 2461 เดิมใช้
   เป็นศาลากลางจังหวัด ต่อมาทางจังหวัดได้มอบอาคารหลังนี้ให้กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็น
   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ภายในมีการจัดแสดงเรื่องราวท้องถิ่น ได้แก่ สภาพ
   ภูมิศาสตร์ ประวัติการตั้งเมือง โบราณวัตถุซึ่งเป็นหลักฐานทางด้านศิลปะ โบราณคดี  หัตถกรรม 
   พื้นบ้าน  การละเล่นพื้นเมือง และเครื่องใช้ของเจ้าเมือง

   เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้า
   ชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100  บาท

   สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4525 1015, 0 4525 5071




 

พิพิธภัณฑ์เปิดบ้านก้านเหลือง            อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบ้านก้านเหลืองจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 212 ประมาณ 3 
   กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 231 (ถนนเลี่ยงเมือง) ไปอีก 2 กิโลเมตร วัดบ้าน
   ก้านเหลือง อยู่ทางซ้ายมือ กรมศิลปากรได้ทำการขุดค้นเมื่อปี 2539 พบโบราณวัตถุต่าง ๆ มาก
   มาย เช่น ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผา กระพรวนสำริด ขวานเหล็ก และแกลบข้าวจำนวนมาก แต่ไม่พบ
   โครงกระดูกมนุษย์ สันนิษฐานว่าชุมชนโบราณแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีอายุระหว่าง
   1,500-2,500 ปีมาแล้ว







 

วัดดอนธาตุ            อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแก่งสะพือ โดยอยู่ห่างไปประมาณ 6 กิโลเมตร ตามลำน้ำมูล วัดนี้ตั้งอยู่
   บนพื้นที่ที่เป็นเกาะอยู่กลางลำน้ำมูล ระหว่างบ้านทรายมูล ตำบลทรายมูลและบ้านคันไร่ อำเภอ
   พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยที่เกาะดอนธาตุ ร่องน้ำทิศเหนือแคบจึงใกล้ชิดกับ หมู่
   บ้านทรายมูล ทางราชการจึงให้อยู่ในปกครองของหมู่บ้านทรายมูล เกาะดอนธาตุมีเนื้อที่ดิน
   ประมาณ 130 ไร่ ลักษระยาวรีตามลำน้ำมูล และเป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์เคยจำพรรษา ปัจจุบันยังมี
   เวชนียสถานและอัฐบริขารของท่านที่หลงเหลืออยู่ เช่น กุฏิ แท่นหินนั่งสมาธิ เป็นต้น

   เปิด ทุกวัน 06.00-16.00 น





การเดินทางโดยรถยนต์

 ตั้งอยู่บนเกาะกลางลำน้ำมูลที่บ้านทรายมูล ตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวอำเภอไปตามทางหลวงหมายเลข 2222 (พิบูลฯ-โขงเจียม) ประมาณ 6 กิโลเมตร

 

วัดถ้ำคูหาสวรรค์                       อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ตำบลบ้านด่าน ริมทางหลวงหมายเลข 2222 วัดนี้ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดย "หลวงปู่
   คำคนิง จุลมณี" ซึ่งใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมจำพรรษา ปัจจุบันหลวงปู่ท่านได้มรณภาพแล้ว แต่ร่าง
   กายของท่านไม่เน่าเปื่อย บรรดาลูกศิษย์ได้เก็บร่างของท่านไว้ในโลงแก้วเพื่อบูชา บริเวณวัดมี
   จุดชมวิวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของลำน้ำโขงและฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน









 

วัดทุ่งศรีเมือง                   อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ที่ถนนหลวงในเขตเทศบาลเมือง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ผู้
   สร้างวัดนี้คือ ท่านเจ้าอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบล สังฆปาโมก(สุ้ย) เจ้าคณะเมืองอุบลราชธานี
   ในสมัยนั้น ท่านได้เคยศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดสระเกศราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ท่านจึงได้นำพระ
   พุทธบาทจำลองจากวัดสระเกศฯ มายังอุบลราชธานี และได้สร้างหอพระพุทธบาทขึ้นเป็นที่
   ประดิษฐาน หอพระพุทธบาทหลังนี้คือ พระอุโบสถที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมมีลักษณะของศิลปะ
   แบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทน์ผสมกันอยู่

   ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทุกด้านเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 อาคารที่สำคัญอีกหลังหนึ่งคือ หอ
   พระไตรปิฎก เป็นหอไตรที่สร้างด้วยไม้ ตั้งอยู่กลางสระน้ำเพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก
   ป้องกันไม่ให้มดปลวกไปกัดทำลาย มีลักษณะเป็นศิลปะผสมระหว่างไทย พม่า และลาว กล่าวคือ
   ลักษณะอาคารเป็นแบบไทยเป็นเรือนฝาปะกน ขนาด 4 ห้อง

   ภายในห้องที่เก็บตู้พระธรรมทุกด้านเขียนลงรักปิดทอง ส่วนของหลังคามีลักษณะศิลปะไทยผสมพม่าคือ มีช่อฟ้าใบระกา แต่หลังคาซ้อนกันหลายชั้นแสดงถึงอิทธิพลศิลปกรรมพม่าที่ส่งผ่านมายังศิลปะลาวล้านช้าง ส่วนลวดลายแกะสลักบนหน้าบันทั้ง 2 ด้าน เป็นลักษณะศิลปะแบบลาว  ตรงส่วนฝาปะกนด้านล่างแกะเป็นรูปสัตว์ประจำราศีต่าง ๆ และลวดลายพันธุ์พฤกษาเป็นช่องโดยรอบ นับเป็นหอไตรที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง

 

วัดป่านานาชาติ                 อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย ตำบลบุ่งหวาย ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานีไปตามเส้นทางจังหวัด
   ศรีสะเกษ ประมาณ 14 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 226 จะมีป้ายบอกทางขวามือ ทาง
   เข้าเดียวกับวัดป่ามงคล

   วัดป่านานาชาติเป็นสาขาที่ 19 ของวัดหนองป่าพง ในวัดจะมีพระภิกษุชาวต่างประเทศมาจำ
   พรรษา เป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย  และปฏิบัติทางวิปัสสนากัมมัฏฐาน  พระ
   ภิกษุชาวต่างประเทศในวัดเกือบทุกรูปสามารถพูดภาษาไทย สวดภาษาบาลีได้เป็นอย่างดี

   นอกจากนี้ยังเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทำให้เป็นที่เคารพศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่ว
   ไป




 

วัดป่าโพธิญาณ               อุบลราชธานี

   วัดหนองป่าพง ตั้งอยู่ตำบลโนนผึ้ง เป็นวัดที่มีบรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบ เหมาะแก่การเล่าเรียน
   พระธรรมวินัยและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อ พ.ศ. 2497 หลวงปู่ชา (พระโพธิญาณเถร) ได้ทำ
   การบุกเบิกปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมแก่การปฎิบัติธรรมและได้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นในปีนั้น
   และเปลี่ยนสภาพเป็นวัดในโอกาสต่อมา บริเวณวัดสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์พระ
   โพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) เป็นอาคารที่จัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร หุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชา สุภัท
   โท เครื่องทองเหลือง และพระพุทธรูป

   เปิดให้เข้าชม เวลา 08.00-16.30 น. และเจดีย์ศรีโพธิญาณ เป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพ
   ของหลวงปู่ชา




การเดินทาง ตามทางหลวงหมายเลข 231 กิโลเมตรที่ 13 (ทางไปเดชอุดม) ห่างจากตัวอำเภอไปประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาอีก 2 กิโลเมตร สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4526 7563

 

วัดป่าไทรงาม            อุบลราชธานี

   ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 47 กิโลเมตร ทางเข้าวัดอยู่เยื้องกับทางเข้าสถานีขนส่งอำเภอเดช
   อุดม เป็นวัดป่าสาขาที่ 10 ของวัดหนองป่าพง และเป็นวัดที่ได้รับการยกย่องในด้านการอนุรักษ์
   ป่าและสิ่งแวดล้อม










 

วัดพระธาตุหนองบัว           อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ถนนธรรมวิถี  ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ  คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้น
   เพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษ ของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500 โดยได้จำลองแบบมา
   จากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย มีฐานสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างด้านละ 17 เมตร สูง 56 เมตร เป็น
   สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้วซึ่งทั้งสี่มุมของกำแพงแก้วได้
   ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์ ภายในองค์พระธาตุมีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน นับเป็นวัด
   เดียวในภาคอีสานที่มีเจดีย์แบบนี้ สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่งร่มรื่น







การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 3 กิโลเมตร ตามถนนชยางกูรทางไปอำนาจเจริญ จะมีทางแยกจากถนนใหญ่เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 500 เมตร

 

วัดภูหล่น             อุบลราชธานี

   ภูหล่น  ตั้งอยู่ที่ตำบลสงยาง ห่างจากตัวอำเภอศรีเมืองใหม่ไปทางทิศเหนือประมาณ 20
   กิโลเมตร เป็นภูเขาขนาดย่อมมีต้นไม้ปกคลุมเป็นระยะสลับกับโขดหินน้อยใหญ่ บริเวณนั้นมีถ้ำ
   ซึ่งสร้างโดยพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ใช้เป็นที่วิปัสสนาธรรม บริเวณโดยรอบเย็นสบาย เงียบ
   สงบเหมาะแก่การพักผ่อนและปฏิบัติธรรม









 

วัดภูเขาแก้ว            อุบลราชธานี

   อยู่บนเนินเขา ภายในวัดมีพระอุโบสถสวยงาม ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหลัง เป็นรูปแบบ
   ศิลปะไทยหลังคาเป็นโครงสร้างไม่มีมุขลดหลั่นกันสี่ชั้นด้านหน้าและด้านหลังมุงด้วยกระเบื้อง
   เคลือบดินเผาประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยมีคันทวยรองรับชายคาเป็นรูปนาคโดย
   รอบ ส่วนบริเวณกลางหลังคาตกแต่งเป็นยอดปราสาททอง หน้าบันจำหลักปูนปั้นลายก้านขดงด
   งามอ่อนช้อยกลมกลืนกับบัวเสาที่ทำตามแบบศิลปะอินเดีย ภายในพระอุโบสถจะตกแต่งด้วย
   ภาพนูนสูงอยู่เหนือบานประตูและหน้าต่างขึ้นไปเป็นเรื่องราวและภาพจำลองเกี่ยวกับพระธาตุที่ 
   สำคัญของประเทศไทยพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวประวัติของพระธาตุแต่ละองค์โดยสังเขป นอกจากนี้
   บริเวณชั้นล่างของพระอุโบสถยังใช้เป็นศาลาการเปรียญอีกด้วย





การเดินทาง ตามทางหลวงหมายเลข 217 ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี 44 กิโลเมตร ก่อนถึงอำเภอพิบูลมังสาหารประมาณ 1 กิโลเมตร

 

วัดมหาวนาราม                 อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ถนนสรรพสิทธิ์ ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “วัดป่าใหญ่” เป็นวัดเก่าแก่เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์
   ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฎฐานตั้งขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการสร้างเมืองอุบลราชธานี   ต่อมาในสมัยเจ้า
   เมืองคนที่ 2 คือ พระพรหมวรราชสุริยะวงศ์ (ท้าวทิดพรหม) ได้ยกฐานะเป็นวัดและถือเป็นวัด
   ประจำเจ้าเมืองคนที่สองด้วย จึงให้ชื่อว่าวัดป่าหลวงมณีโชติ แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพัง
   หรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสมัยนิยมเป็นวัด
   มหาวนาราม

   จากหลักฐานศิลาจารึกที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดระบุปี
   ที่สร้างวัดนี้ตรงกับ พ.ศ. 2350 โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกและ
   เป็นผู้สร้างพระพุทธรูป พระอินทร์แปง หรือพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงซึ่งเป็นพระพุทธรูปปาง
   มารวิชัย ก่ออิฐถือปูนพร้อมกับลงรักปิดทองลักษณะศิลปะแบบลาว ในวันเพ็ญเดือน 5 (ประมาณ
   เดือนเมษายน) ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระ
   เจ้าใหญ่อินทร์แปลง ซึ่งถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจนทุกวันนี้

 

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย               อุบลราชธานี

   ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย แหล่งท่องเที่ยวเปิดทองหลังพระหนึ่งเดียวในอีสานใต้แห่งนี้ อยู่ห่าง 
  จากตัวเมืองอุบลฯ เพียง 31 กม. และตามเส้นทางสายนี้นักท่องเที่ยวสามารถแวะเยือนจุดท่อง
   เที่ยวระรายทางได้หลายแห่ง อาทิเช่น เยือนบ้านปะอาว แหล่งผลิตเครื่องทองเหลืองแบบดั้ง
   เดิม และผ้าทอที่มีชื่อเสียง เยือนบ้านชีทวน กราบพระธาตุสวนตาล และชื่นชมธรรมมาสน์สิงห์
   เทินปราสาท ศิลปะไทย – เวียดนามแห่งเดียวของประเทศ ตลอดจนแวะชิมมะพร้าวเผาบ้านท่า
   วารีที่เลื่องชื่อ ดังนั้นเส้นทางสายนี้จึงเป็นเส้นทางท่องเที่ยวระยะใกล้ที่คุ้มค่าและน่าสนใจยิ่ง
   สำหรับชาวอุบลราชธานีและผู้มาเยี่ยมเยือนอุบลราชธานี

   ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2
   โทร. 0 4524 3770 , 0 4525 0714 หรือศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย โทร. 0 4547 3592 ,0
   4547 3547


 

หอไตรหนองขุหลุ                   อุบลราชธานี

   หอไตรหนองขุหลุตั้งอยู่ในหนองน้ำขุหลุ เป็นสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นอีสาน สร้างด้วยไม้
   สำหรับเก็บคัมภีร์ใบลาน











 

หาดคูเดื่อ              อุบลราชธานี

   เป็นหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำมูล ห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 24 (ถนนเลี่ยงเมือง
   ทางไปศรีสะเกษ)  ประมาณ 12 กิโลเมตร บริเวณหาดคูเดื่อจะมีแพร้านอาหารเป็นจำนวนมากให้
   บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่นักท่องเที่ยว

   บ้านปะอาว  ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองขอน เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี
   ตามประวัติศาสตร์นั้นได้อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ตั้งแต่สมัยของพระเจ้าสิริบุญ
   สาร มายังหนองบัวลำภู นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน จนกระทั่งถึงบ้านปะอาวแห่งนี้ ฉะนั้น หมู่
   บ้านปะอาว จึงมีอายุประมาณ 200 กว่าปี และเป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพที่เป็นเอกลักษณ์ประจำหมู่
   บ้านซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ คือการทำเครื่องทองเหลือง กรรมวิธีการผลิตยังเป็น
   แบบโบราณดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วในหมู่บ้านยังมีศูนย์สาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทองเหลือง
   และทอผ้าไหมที่สวยงามอีกด้วย


การเดินทาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 18 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 23 ทางไปยโสธร ถึงหลักกิโลเมตรที่ 273 เลี้ยวขวาไปอีก 3 กิโลเมตร

 

หาดสลึง                    อุบลราชธานี

   หาดสลึงเป็นที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของ อ.โพธิ์ไทร หาดสลึง ตั้งอยู่ที่บ้านสองคอน
   ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 115 กิโลเมตร  ตามทางหลวง
   หมายเลข 2050 (อุบลฯ – ตระการพืชผล – โพธิ์ไทร) จุดเด่นของหาดสลึงคือ เมื่อหน้าแล้วหรือ
   ว่าช่วงสงกรานต์นั้นจะมีการเล่นสงกรานต์ที่นี่ หนุ่มสาว มากมายจะมาเล่นน้ำ รวมถึงแม่น้ำโขงน้ำ
   ลดจะมองเห็นหาดทรายขาว ทรายเม็ดเล็ก รวมถึงยังเป็นจุดชมวิวที่ สามารถถ่ายภาพประเทศ
   ลาวได้อีกด้วยรถลากให้บริการสำหรับท่านที่อยากขึ้น-ลง หาดสบายๆหาดสลึงยังมีที่พักมาก
   และร้าอาหาร รวมถึงสามารถเดินทางไปต่อที่สามพันโบกได้อีกด้วยเพราะบ้านสองคอนนั้นเกือบ
   จะเป็นระยะทางครึ่งหนึ่งของโพธิ์ไทรกับสามพันโบกนั่นเองเนื่องจากสามพันโบกยังมีที่พักน้อย
   ดังนั้นจึงแนะนำหาที่พักที่นี่สำรองไว้นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารให้บริการ และร้าขายของที่ระลึก
   อีกด้วยถ้าพูดถึงหาดใน อ.โพธิ์ไทรแล้ว หาดสลึง บ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอนเป็นหาดที่
   สวยที่สุดแถมยังสามารถเดินทางไปต่อได้อีกหลายทาง เช่น สามพันโบก เสาเฉลียง ผาชัน
   โขงเจียมรวมถึงเดินทางกลับเข้าเมืองด้วยเส้นทางนี้อีกด้วย ดังนั้นการเริ่มต้นเที่ยว อ.โพธิ์ไทรต้องมาถึงบ้านสองคอนก่อนนั่นเอง

 

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม            อุบลราชธานี

   ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอ
   โขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร มีพื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตย
   ประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพรมแดน  มีพื้นที่ประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร สภาพ
   ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชันซึ่งเกิดจากการแยกตัวของผิวโลก สภาพป่า
   โดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง มีหินทรายลักษณะแปลกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณ มีพันธุ์ไม้ดอกที่สวย
   งามขึ้นอยู่ตามลานหิน







การเดินทาง  จากอำเภอโขงเจียมใช้ทางหลวงหมายเลข 2134 ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2112 ถึงกิโลเมตรที่ 8 แล้วเลี้ยวขวาไปผาแต้มอีกราว 5 กิโลเมตร รวมระยะทางจากโขงเจียมประมาณ 18 กิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่

เสาเฉลียง  อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมนับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ซึ่งหินดังกล่าวจะปรากฏเห็นซากเปลือกหอย กรวด ทราย อยู่ในเนื้อหิน  ซึ่งนักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า เมื่อประมาณล้านกว่าปีมาแล้ว บริเวณนี้คงจะเป็นทะเลมาก่อน ชาวบ้านบริเวณนี้เรียกเสาหินที่คล้ายดอกเห็ดนี้ว่า “เสาเฉลียง” ซึ่งแผลงมาจากคำว่า “สะเลียง” ที่หมายถึง “เสาหิน”  บริเวณนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมแต่ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทาง

ผาแต้มและผาขาม  เป็นหน้าผาสูงที่สวยงามตามธรรมชาติ บริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่เป็นระยะ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี ทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ที่หน้าผาด้านล่าง ระยะทางประมาณ 500 เมตร ภาพเขียนจะอยู่บนผนังหน้าผายาวติดต่อกันประมาณ 180 เมตร ซึ่งเป็นมุมต่ำกว่า 90 องศา มีภาพทั้งหมดประมาณ 300 ภาพ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ สัตว์ ลายเรขาคณิต คนทำนา ภาพมือ และภาพตุ้ม (เครื่องมือจับปลาของชาวประมงริมโขง) ด้านตรงข้ามผาแต้มคือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนทำให้ผาแต้ม เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจจะชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย เช่นเดียวกันกับที่หมู่บ้านเวินบึกที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงไม่ไกลจากบริเวณแม่น้ำสองสีมากนัก ซึ่งทุกวันนี้จะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

น้ำตกสร้อยสวรรค์  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่เกิดจากลำธาร 2 สาย คือ ห้วยสร้อย และห้วยไผ่ที่ไหลจากหน้าผาคนละด้านมาบรรจบกันซึ่งสูงประมาณ 20 เมตร มองดูคล้ายสร้อยที่แขวนคอ  บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณมีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว  น้ำตกสร้อยสวรรค์จะสวยงามมากในช่วงปลายฤดูฝนเช่นเดียวกับน้ำตกอื่น ๆ ในบริเวณนี้ การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข 2112 กิโลเมตรที่ 20 เลี้ยวขวา 5 กิโลเมตร ถึงบริเวณลานจอดรถยนต์เดินเท้าอีก 500 เมตร

น้ำตกทุ่งนาเมือง  ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2112 ห่างจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ ประมาณ 13 กิโลเมตร โดยมีทางแยกขวาจากบ้านนาโพธิ์กลางไป 10 กิโลเมตร  เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสวยงาม ไหลลดหลั่นลงมาโขดหิน ชั้นบนสูงสุดประมาณ 25 เมตร บริเวณโดยรอบมีดอกไม้ต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม-ธันวาคม

น้ำตกแสงจันทร์  (น้ำตกรู)  อยู่ก่อนถึงน้ำตกทุ่งนาเมือง 1 กิโลเมตร มีทางแยกขวาที่บ้านทุ่งนาเมืองไปน้ำตกแสงจันทร์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่มีความสวยงามและมีลักษณะพิเศษ เกิดจากลำห้วยเล็ก ๆ บนลานหินไหลลอดผ่านหน้าผาหินที่มีลักษณะเป็นรูลงสู่เพิงผาด้านล่าง หากเดินทางมาชมตอนช่วงเที่ยงวัน ซึ่งแสงอาทิตย์ลอดผ่านรูพอดีจะมองเห็นสายน้ำตกเหมือนแสงจันทร์

ป่าดงนาทาม   อยู่ในบริเวณภูนาทาม ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติป่าไม้ ภูผาและแม่น้ำโขง ซึ่งจุดที่น่าสนใจได้แก่ ลานหิน พลานถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ สนสองใบ น้ำตกห้วยพอก ผาชนะได ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโตน หินโยก ภูจ้อมก้อม เป็นต้น ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน เป็นช่วงที่เหมาะในการชมดอกไม้ดิน น้ำตกและทะเลหมอกริมโขง ส่วนในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม จะเป็นช่วงเวลาในการชมป่าไม้เปลี่ยนสี ดอกไม้หน้าแล้ง และล่องเรือตามลำน้ำโขงระหว่างบ้านปากลา-คันท่าเกวียน อุทยานแห่งชาติผาแต้มจัดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไว้ 3 เส้นทาง  สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปีคือ เส้นทางผาแต้ม-น้ำตกสร้อยสวรรค์  เส้นทางทุ่งนาเมือง-ผาชนะได และเส้นทางถ้ำปาฏิหารย์-ผาชนะได สอบถามรายละเอียดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์กลาง โทร. 0 4524 9002

วัดภูอานนท์  อยู่ทางทิศเหนือของบ้านซะซอม ห่างจากถนนหมายเลข 2112 ที่บ้านนาโพธิ์กลาง ประมาณ 10 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงสะดวก ภายในบริเวณวัดมีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ลานหิน รอยเท้าใหญ่ ตุ่มหินธรรมชาติ ภาพเขียนสีศิลปะถ้ำ เป็นต้น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในช่วงสั้น ๆ

 อุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีบริการบ้านพัก และจุดกางเต็นท์ ไว้บริการนักท่องเที่ยว ผู้ประสงค์จะค้างแรมในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

สามารถติดต่อได้ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ตู้ ปณ. 5 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี 34220 โทร. 0 4531 8026, 0 4524 6332

 

อุทยานแห่งชาติน้ำพอง            อุบลราชธานี

   มีพื้นที่ทั้งสิ้น 197 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ อุบล
   รัตน์ ภูเวียง บ้านฝาง มัญจาคีรี และโคกโพธิ์ชัย และสองอำเภอในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ บ้านแท่น
   และ แก่งคร้อ ที่ทำการอุทยานตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ เป็นทั้งแหล่งต้นน้ำของลำน้ำชี
   ลำน้ำพอง และแหล่งสมุนไพร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง

   ในบริเวณอุทยานมีจุดชมวิวอยู่หลายแห่ง ได้แก่ จุดชมวิวหินช้างสี เป็นกลุ่มหินใหญ่บนสันเขา
   ป่าโสกแต้ ด้านข้างของหินมีรอยดินที่ช้างใช้ลำตัวสีก้อนหินติดอยู่ ใช้เวลาเดินเท้าจากที่ทำการ
   ประมาณ 2 ชั่วโมง หรือโดยรถยนต์จากสวนป่าโสกแต้ 8 กิโลเมตร จากจุดนี้จะมองเห็น
   ทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ และเมืองขอนแก่น เดินเท้าจากจุดนี้ไป 30 นาทีจะเป็น จุด
   ชมวิวพลาญชาด เป็นลานหินที่มีต้นชาดขึ้นอยู่ ถัดไปคือ ผาสวรรค์ เป็นหน้าผาบนเทือกเขาป่า
   โสกแต้อยู่บริเวณบ้านโนนสวรรค์ อำเภออุบลรัตน์ เป็นจุดชมทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำที่งดงาม
   อีกจุดหนึ่ง ใช้เวลาเดินเท้าจากที่ทำการประมาณ 2 ชั่วโมง สถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งก็คือ คำ
   โพน เป็นบ่อหินกลมคล้ายปล่องภูเขาไฟเกิดจากสภาพทางธรณีวิทยา
การเดินทาง จากตัวเมืองขอนแก่นไปตามทางหลวงหมายเลข 12 ไปยังอำเภอชุมแพ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 30 แยกขวาไปประมาณ 19 กิโลเมตร ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ อุทยานแห่งชาติน้ำพอง ตู้ปณ. 13 (ดอนโมง) อ.หนองเรือ ขอนแก่น 40240 โทร. 0 4324 8006-7 หรือที่สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760

 

อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย             อุบลราชธานี

   มีพื้นที่ประมาณ 686 ตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
   มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชาหรือที่ 
   เรียกว่า สามเหลี่ยมมรกต  พื้นที่เป็นภูเขาในเทือกเขาพนมดงรัก สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ได้
   รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2530  ที่ทำการอุทยานฯ  ตั้งอยู่ที่บ้าน
   แก้งเรือง อำเภอนาจะหลวย ห่างจากตัวเมืองอุบลฯ ประมาณ 150 กิโลเมตร








สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่

น้ำตกห้วยหลวง (น้ำตกบักเตว) ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงได้ เป็นน้ำตกสูงประมาณ 30 เมตร แบ่งเป็น 3 ชั้น ตกลงสู่หุบเขาที่มีลักษณะเป็นอ่างน้ำขนาดเล็ก มีหาดทรายขาวและน้ำเป็นสีมรกตงดงามมาก นักท่องเที่ยวสามารถลงไปชมวิวบริเวณด้านล่างได้ ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือ เดือนกันยายน-กุมภาพันธ์  นอกจากนี้ยังมีทางเดินเท้าจากน้ำตกห้วยหลวง ไปยังน้ำตกจุ๋มจิ๋ม หรือน้ำตกประโอนละออ ซึ่งเกิดจากสายน้ำที่ไหลลดระดับจากน้ำตกห้วยหลวง

สวนหินพลานยาว  เป็นกลุ่มหินรูปร่างแปลกตา ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปเป็นบริเวณกว้าง

จุดชมทิวทัศน์ผาผึ้ง อยู่ถัดจากสวนหินพลานยาว สามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามตามแนวชายแดนราชอาณาจักรกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยที่ชะง่อนผามีถ้ำขนาดเล็ก หินสวยงาม และรังผึ้งขนาดใหญ่ให้ชม

น้ำตกเกิ้งแม่พอง  อยู่ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงไปทางใต้ประมาณ 9 กิโลเมตร ตามทางเดินป่า เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำโดมน้อย

แก่งศิลาทิพย์   เป็นแก่งขนาดใหญ่ ห่างจากที่ทำการประมาณ 3 กิโลเมตร เกิดจากลำธารห้วยหลวงไหลผ่านลานหินทราย ผ่านแก่งหินหักลงเป็นขั้นจนเกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็กบริเวณลานหินกลางลำธารเกิดปรากฏการณ์“กุมภลักษณ์” คือ หินเกิดเป็นช่องหลุมรูกลมขนาดเล็กใหญ่ ตื้นลึกแตกต่างกันไป ตามความแรงของสายน้ำ ดูสวยงามแปลกตา

พลาญกงเกวียน  ลานหินกว้างที่ด้านหน้ามีกลุ่มหินลักษณะเป็นเพิงตามธรรมชาติ มีดอกไม้ป่าและพันธุ์ไม้ขึ้นสลับกันเป็นหย่อม ๆ และนักเดินทางในอดีตได้ใช้ประโยชน์จากเพิงหินเหล่านี้ในการกำบังแดดและฝนในระหว่างการเดินทาง จึงเป็นที่มาของชื่อ “พลาญกงเกวียน” พลาญ หมายถึง บริเวณที่เป็นลานกว้าง กงเกวียน เพี้ยนมาจาก พวงเกวียนที่หมายถึง ประทุนเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนหรือกระทุนเกวียนที่เป็นสิ่งกำบังแดดบนเล่มเกวียนที่ใช้เป็นพาหนะการเดินทางในสมัยโบราณ

ภูหินด่าง  เป็นจุดชมวิวบนหน้าผาสูงมองเห็นทัศนียภาพป่าในเขตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชาซึ่งอยู่เบื้องล่าง ตามลานหินมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่แปลกจากแหล่งอื่น ๆ คือบนผนังหน้าผาที่เว้าเข้ามานั้นมีปื้นสีชมพูบ้าง แดงบ้างคล้ายใครเอาสีไปป้ายทาไว้ เป็นภาพจิตรกรรมโดยธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งนักธรณีวิทยาอธิบายว่าเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงสภาพอากาศที่แห้งแล้วเมื่อประมาณหลายร้อยล้านปี จึงส่งผลให้มีการตกตะกอนของแร่ธาตุบางอย่างในน้ำทะเลก่อให้เกิดลักษณะทางธรณีวิทยาเช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีทะเลหมอกในช่วงฤดูหนาว การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข 2248 จากอำเภอนาจะหลวยประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงบ้านห้วยข่า เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2254  ผ่านบ้านหนองเม็กไปจนถึงแซลำดวนซึ่งเป็นจุดจอดรถยนต์  แล้วเดินเท้าไปอีก 2 กิโลเมตร

การเดินทาง ไปยังอุทยานฯ มี 2 เส้นทาง คือ

1.ใช้เส้นทางสายอุบลราชธานี-เดชอุดม-น้ำยืน-นาจะหลวย 140 กิโลเมตร ก่อนถึงนาจะหลวย 10 กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีก 8 กิโลเมตร

2.ใช้เส้นทางอุบลราชธานี-เดชอุดม-บุณฑริก-นาจะหลวย เลยนาจะหลวยไป 10 กิโลเมตร มีทางแยกซ้าย 8 กิโลเมตร

                 อุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย มีบริการบ้านพักและจุดกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์ไปเอง

                รายละเอียดสอบถามที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760www.dnp.go.th หรืออุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย โทร. 0 4541 1515-6    

น้ำตกแก่งลำดวน  อยู่ในเขตสถานีพัฒนาและส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี    เป็นน้ำตกที่ไหลมาตามธารหิน ซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นโดยเฉพาะต้นลำดวนซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนี้ สามารถลงเล่นน้ำได้ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผ่านถ้ำและแก่งต่าง ๆ การเดินทาง ตามทางหลวงหมายเลข 2248 (น้ำยืน-นาจะหลวย) ห่างจากอำภอน้ำยืน 14 กิโลเมตร ถึงบ้านหนองบอน มีทางแยกขวาไปอีก 2.6 กิโลเมตร
 

อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ               อุบลราชธานี

   มีพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ ในเขตอำเภอสิรินธรและอำเภอโขงเจียม ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง
   และเนินเขาเตี้ย ๆ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าแพะหรือป่าแดง ต้นไม้ในป่ามีลักษณะแคระแกรน บาง
   ส่วนเป็นทุ่งหญ้า ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 ที่ทำการ
   อุทยานฯ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูลบริเวณแก่งตะนะ









การเดินทาง สามารถไปได้สองเส้นทาง คือ ใช้ทางหลวงหมายเลข 217 (อุบลราชธานี-พิบูลมังสาหาร-ช่องเม็ก ประมาณ 75 กิโลเมตร) แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทาง 2173 อีก 13 กิโลเมตร ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งใช้ทางหลวงหมายเลข 2222 ผ่านอำเภอโขงเจียมประมาณ 4 กิโลเมตร แล้วข้ามแม่น้ำมูลไปอีก 12 กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางที่ข้ามสันเขื่อนปากมูลก็ได้ (กรณีที่เขื่อนเปิด) 

ในเขตอุทยานฯ มีสถานที่ท่องเที่ยวได้แก่   

ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะกลางที่เกิดขวางแม่น้ำมูล มีความกว้างประมาณ 450 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร มีสะพานแขวนทอดข้ามทั้ง 2 ด้านของเกาะ  ทางตอนเหนือของดอนตะนะมีหาดทรายเหมาะแก่การพักผ่อน บนดอนตะนะยังมีป่าอยู่ทั่วไปเป็นสภาพป่าดงดิบแล้งมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีการทำประมงของชาวบ้านรอบ ๆ เกาะ

แก่งตะนะ  เป็นแก่งกลางลำน้ำมูลที่ใหญ่ที่สุด กลางแก่งตะนะมีโขดหินทรายมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูลที่เกิดจากลำน้ำมูลทั้งสองสายที่เชี่ยวกราก และจะกัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ 1 เมตร ถ้าสังเกตเกาะกลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสยังล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ บริเวณแก่งตะนะมีสายน้ำที่เชี่ยวและลึก ใต้ท้องน้ำเป็นหลุมหิน โขดหิน ทั้งยังมีโพรงถ้ำใต้น้ำหลายแห่งจึงทำให้มีปลามาอาศัยบริเวณแก่งตะนะชุกชุม ช่วงที่เหมาะในการไปเที่ยว คือ เดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน 

สะพานแขวน  เป็นสะพานที่เชื่อมจากฝั่งที่ทำการอุทยาน ฯ กับดอนตะนะ โครงสร้างเป็นเหล็กยึดโยงด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดชมวิวสองฟากฝั่งของแม่น้ำมูลเหนือแก่งตะนะ และใช้เดินข้ามเข้าไปชมธรรมชาติบนดอนตะนะได้อย่างเพลิดเพลิน

ถ้ำพระหรือถ้ำภูหมาไน  อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นชะง่อนผายื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล กว้าง 45 เมตร ลึก 10 เมตร ภายในถ้ำพบศิลาจารึกและแท่นศึวลึงค์ (ฐานโยนี) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สมัยพระเจ้ามเหนทรวรมัน (เจ้าชายจิตรเสน)  ปัจจุบันศิลาจารึกตัวจริงได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

ลานผาผึ้ง  เป็นพลาญหินทรายและหน้าผาชันโดยหน้าผาจะหันหน้าสู่ด้านทิศตะวันออกเหมาะแก่การชมทิวทัศน์ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และสามารถมองเห็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ ในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม จะได้ชมดอกไม้ป่า เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน หยาดน้ำค้าง แววมยุรา เป็นต้น ลานผาผึ้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 1.5 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงหรือจะเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติเลียบฝั่งแม่น้ำมูลได้เช่นกัน

เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร   อยู่บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำมูล ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 500 เมตร มีเส้นทางเดินเลียบผาระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ผ่านจุดชมพืชพันธุ์   ไลเคนส์ มอส เฟิร์น ถ้ำพระ และน้ำตกรากไทร เหมาะสำหรับการเดินป่าชมธรรมชาติในช่วงเวลาสั้น ๆ

น้ำตกตาดโตน   เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง เกิดจากลำห้วยตาดโตน ไหลผ่านลานหินแล้วตกลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ มีน้ำเย็นใสสะอาด บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้และดอกไม้นานาพรรณ  นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของน้ำตกได้ในเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี การเดินทาง ทางหลวงหมายเลข 2173 ซึ่งแยกจากทางหลวงหมายเลข 217 เข้าไปประมาณ  5 กิโลเมตร

                 บริเวณที่ทำการอุทยานฯ  มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียดได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ โทร. 0 4540 6887-8

 

เขื่อนปากมูล              อุบลราชธานี

   เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียวสร้างกั้นแม่น้ำมูลที่บ้านหัวเหว่ อำเภอโขงเจียม มีความสูง 17
   เมตร ยาว 300 เมตร อำนวยประโยชน์ในด้านการเกษตรและผลิตกระแสไฟฟ้า











 

เขื่อนสิรินธร        อุบลราชธานี

   ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 70 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 217 แยกขวาที่กิโลเมตร 71 ไป
   อีก 500 เมตร เป็นเขื่อนหินแกนดินเหนียว











 

แก่งลำดวน           อุบลราชธานี

   เป็นน้ำตกที่ไหลมาตามธารหิน ซึ่งมีต้นไม้ร่มรื่นโดยเฉพาะต้นลำดวนซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนี้
   สามารถลงเล่นน้ำได้ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผ่านถ้ำและแก่งต่าง ๆ การเดินทาง ตามทาง
   หลวงหมายเลข 2248 (น้ำยืน-นาจะหลวย) ห่างจากอำภอน้ำยืน 14 กิโลเมตร ถึงบ้านหนองบอน
   มีทางแยกขวาไปอีก 2.6 กิโลเมตร









 

แก่งสองคอน สามพันโบก              อุบลราชธานี

   แก่งสามพันโบก ตั้งอยู่บริเวณบ้านสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร เป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขงในช่วง
   ฤดูน้ำหลากซึ่งเกิดจากแรงน้ำวนกัดเซาะ กลายเป็นแอ่งมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3,000 โบก
   โบก หรือแอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง  และคำว่า “โบก” เป็นภาษาของลาวที่
   มักนิยมเรียกกัน และจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งที่น้ำแห้งขอด แก่งหินดังกล่าวก็จะโผล่พ้นน้ำ
   กลายเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติสุดอลังการกลางลำน้ำโขง ที่สวยงามแปลกตาจนชาว
   บ้านเรียกว่า แกรนแคนยอนน้ำโขง ซึ่งจะสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ได้ ตั้งแต่เดือน
   ธันวาคม-พฤษภาคม ทางเข้าของแกรนแคนยอนแม่น้ำโขง มีหินสวยงามลักษณะคล้ายหัวสุนัข

   ซึ่งมีตำนานเล่าขานกันต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าแต่ก่อนมีเจ้าเมืองเป็นผู้เรืองอำนาจประทับ ใจความ
   งามของสามพันโบก จึงได้ส่งเสนามาศึกษาเพิ่มเติม  เมื่อมาแล้วพบขุมทรัพย์เป็นทองคำ จึงให้
   สุนัขเฝ้าทางเข้าจนกว่าเจ้าเมืองจะออกมา เมื่อเจ้าเมืองได้เห็นสมบัติเกิดความโลภกลัวเสนาจะ
   ได้ส่วนแบ่งจึงได้ออกไปทางอื่นสุนัขผู้ภักดีก็เฝ้ารออยู่ตรง นั้นจนตาย บางตำนานก็ว่าลูกพญา
   นาคในลำน้ำโขงเป็นผู้ขุดเพื่อให้เกิดลำน้ำอีกสายหนึ่ง และได้มอบหมายให้สุนัขเป็นผู้เฝ้าทางเข้าระหว่างการขุดกระทั่งสุนัขได้ตายลงกลายเป็นหินรูปสุนัขในที่สุดบริเวณนี้มีแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงได้แก่

หาดสลึง เป็นหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวไปตลอดแนวแม่น้ำโขง และ ปากบ้อง เป็นจุดที่แม่น้ำโขงแคบที่สุดตลอดระยะทางยาวกว่า 700 กิโลเมตร โดยมีความกว้างเพียง 56 เมตร ถัดจากบริเวณปากบ้องขึ้นไปทางเหนือมีแก่งใหญ่ขวางลำน้ำโขง เรียกว่า หินหัวพะเนียง ทำให้แม่น้ำโขงแยกเป็นสองสายจึงเป็นที่มาของบ้านสองคอน

การเดินทาง  ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 120 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2050 ผ่านอำเภอตระการพืชผล ไปยังอำเภอโพธิ์ไทร ด้วยระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร  และเดินทางต่อไปยังบ้านสองคอนเข้าไปหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร

 

แก่งสะพือ             อุบลราชธานี

   เป็นแก่งหินที่สวยงามในแม่น้ำมูล ตั้งอยู่ในตัวอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวเมือง
   อุบลราชธานี ตามทางหลวงหมายเลข 217 ประมาณ 45 กิโลเมตร คำว่า “สะพือ” เพี้ยนมาจากคำ
   ว่า “ซำพืด” หรือ “ซำปึ้ด” ซึ่งเป็นภาษาส่วยแปลว่า งูใหญ่ หรืองูเหลือม เป็นแก่งที่มีหินน้อยใหญ่
   สลับซับซ้อน เมื่อกระแสน้ำไหลผ่านกระทบหิน เกิดเป็นฟองขาวมีเสียงดังตลอดเวลา ช่วงที่
   เหมาะสำหรับเที่ยวชมแก่งสะพือ คือ หน้าแล้ง ราวเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม เพราะน้ำจะลด      
   เห็น  แก่งหินชัดเจนสวยงาม

   ส่วนหน้าฝนน้ำจะท่วมมองไม่เห็นแก่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
   พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินมาชมแก่งนี้ 2 ครั้ง ริมฝั่งแม่น้ำมีศาลาพักร้อน และร้าน
   ขายสินค้าพื้นเมือง ในวันหยุดมีประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในเดือน
   เมษายนของทุกปี ช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการจัดงานประเพณีสงกรานต์แก่งสะพือ เพื่อส่งเสริม
   การท่องเที่ยว และประเพณีอันดีงามด้วย

 

แม่น้ำสองสี          อุบลราชธานี

   หรือ ดอนด่านปากแม่น้ำมูล อยู่ในเขตบ้านเวินบึก นั่งเรือจากตัวอำเภอโขงเจียมไปประมาณ
   5นาที เป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขงเกิดเป็นสีของแม่น้ำที่ต่างกันจึงเรียกกันอย่าง 
   คล้องจองว่าโขงสีปูน มูลสีคราม  จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีได้อย่างชัดเจน คือ บริเวณ
   ลาดริมตลิ่งหน้าวัดโขงเจียม และบริเวณบางส่วนของหมู่บ้านห้วยหมาก ในเดือนเมษายนจะเป็น
   เดือนที่เห็นความแตกต่างของสีน้ำได้ชัดเจนที่สุด

   นอกจากนี้แล้วบริเวณใกล้เคียงยังมีบริการเรือพาล่องชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ ชมแม่น้ำสองสี 
   แก่งตะนะ   บ้านเวินบึก และผาแต้ม  โดยสามารถแวะซื้อของที่ระลึกที่ตลาดหมู่บ้านในฝั่ง
   สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อีกด้วย




 

การเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี

 

รถยนต์:

                จากกรุงเทพฯ สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ

                1. ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นแยกใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี

                2. ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงอำเภอสีคิ้ว แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม) ผ่านอำเภอโชคชัย อำเภอนางรอง อำเภอสังขะ อำเภอเดชอุดม ไปจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี

 

รถประจำทาง:

มีรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และกรุงเทพฯ-โขงเจียม ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490www.transport.co.th

ปัจจุบันบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการจองตั๋วรถโดยสารออนไลน์แล้ว ติดต่อได้ที่ www.thaiticketmajor.com นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ไทยรูท ดอทคอม www.thairoute.com

 

รถไฟ:

                การรถไฟแห่งประเทศไทยมีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังจังหวัดอุบลราชธานีทุกวัน ทั้งรถเร็ว รถด่วน และรถด่วนพิเศษ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง-12 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 หรือ www.railway.co.th

 

เครื่องบิน :

                การบินไทยและสายการบินไทยแอร์เอเชียมีเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ทุกวัน สอบถามข้อมูลการเดินทาง ตารางเที่ยวบิน และสำรองที่นั่งได้ที่การบินไทย โทร. 0 2356 1111 www.thaiairways.co.th และสายการบินไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 www.airasia.com

 

หมายเลขโทรศัพท์สำคัญจังหวัดอุบลราชธานี

 

ททท.สนง.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 จ.อุบลราชธานี    โทร. (045) 243770-1

ไปรษณีย์จังหวัด   โทร. (045) 254001

สถานีขนส่งจังหวัด   โทร. (045) 244342

สถานีตำรวจภูธร อ.เมือง    โทร. (045) 254216, 254120

โรงพยาบาลเขมราฐ   โทร. (045) 491182

โรงพยาบาลโขงเจียม   โทร. (045) 351083

โรงพยาบาลเดชอุดม   โทร. (045) 361133-4

โรงพยาบาลนาจะหลวย   โทร. (045) 379098

โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร  โทร. (045) 441053

โรงพยาบาลวารินชำราบ  โทร. (045) 321243

โรงพยาบาลศรีเมืองใหม่    โทร. (045) 399112

โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์    โทร. (045) 254153

โรงพยาบาลสำโรง  โทร. (045) 241630

โรงพยาบาลหัวตะพาน   โทร. (045) 469003

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พื้นที่ยโสธร, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี

@ ค้นหาที่พัก รีสอร์ท โรงแรม และร้านอาหาร ทั่วประเทศที่  http://www.resortdd.com/


      20 ก.ย. 2555   เวลา :    14:34   จำนวนผู้อ่าน :    1907   

 
ร้านอาหารแนะนำ