resort, รีสอร์ท, ที่พัก
 
 
 
 
 
 
 


ที่พักภาคเหนือ
เชียงราย
เชียงใหม่
กำแพงเพชร
ตาก
นครสวรรค์
น่าน
พะเยา
พิจิตร
พิษณุโลก
เพชรบูรณ์
แพร่
แม่ฮ่องสอน
ลำปาง
ลำพูน
สุโขทัย
อุตรดิตถ์
อุทัยธานี


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
นครพนม
นครราชสีมา
บุรีรัมย์
บึงกาฬ
มหาสารคาม
มุกดาหาร
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สุรินทร์
หนองคาย
หนองบัวลำภู
อำนาจเจริญ
อุดรธานี
อุบลราชธานี


ที่พักภาคกลาง
กรุงเทพมหานคร
กาญจนบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นนทบุรี
ปทุมธานี
ประจวบคีรีขันธ์
ปราจีนบุรี
เพชรบุรี
ราชบุรี
ลพบุรี
สมุทรปราการ
สมุทรสงคราม
สมุทรสาคร
สระแก้ว
สระบุรี
สิงห์บุรี
สุพรรณบุรี
อยุธยา
อ่างทอง


ที่พักภาคตะวันออก
ชลบุรี, พัทยา
ระยอง
จันทบุรี
ตราด


ที่พักภาคใต้
กระบี่
ชุมพร
ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปัตตานี
พังงา
พัทลุง
ภูเก็ต
ยะลา
ระนอง
สงขลา
สตูล
สุราษฎร์ธานี

Link เพื่อนบ้าน
หอพัก
หอพัก
ห้องพัก





โอนิซึกะ, onitsuka, onitsuka tiger
Bangkok Dating, Thailand Matchmaker, Thailand Dating, Bangkok Matchmaker, dating bangkok, dating thailand, thai dating, online dating, single thai girls, thai women, dating service, speed dating, บริการหาคู่, บริษัทจัดหาคู่, หาคู่, หาแฟน, หาเพื่อน, จัดหาคู่, จับคู่, แม่สื่อ, ธุรกิจหาคู่
ถุงจัมโบ้, พาเลท

แนะนำรีสอร์ท, ห้องพัก, ที่พัก, บ้านพัก สำหรับพักผ่อนยามท่องเที่ยว


ที่พักบุรีรัมย์ ที่พักจังหวัดบุรีรัมย์ โรงแรมบุรีรัมย์ โรงแรมจังหวัดบุรีรัมย์ รีสอร์ทบุรีรัมย์ รีสอร์ทจังหวัดบุรีรัมย์ เกสเฮ้าส์จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ( BURIRAM ) สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์รวมรีสอร์ทจังหวัดบุรีรัมย์ แหล่งรวมที่พักจังหวัดบุรีรัมย์ RESORT BURIRAM ร้านอาหารจังหวัดบุรีรัมย์ THAILAND BURIRAM HOTEL ResortDD.com

จังหวัดบุรีรัมย์ ( BURIRAM )

 

เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม

 

                บุรีรัมย์ คือดินแดนภูเขาไฟเมืองไทย และเป็นแหล่งรวมอารยธรรมขอมโบราณ จึงมีความสำคัญในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์นอกจากนี้ บุรีรัมย์ยังได้รับสมญานามว่าดินแดนปราสาทหิน อันมากมายไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีงานศิลปหัตถกรมลือเลื่องคือผ้าไหมและผ้ามัดหมี่นาโพธิ์

                จังหวัดบุรีรัมย์ตั้งอยู่ในเขตภาคอีสานตอนล่าง สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบสูง พื้นที่ลาดจากทิศใต้ลงไปทางทิศเหนือ พื้นที่มีลักษณะเป็นลูกคลื่นน้อย เป็นที่ราบขั้นบันไดช่องเขาและภูมิประเทศที่เกิดจากภูเขาไฟ มีเนื้อที่ประมาณ 10,321 ตารางกิโลเมตร จัดว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 17 ของประเทศจากการศึกษาของนักโบราณคดี พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี และที่สำคัญที่สุด คือมีการค้นพบหลักฐานทางวัฒนธรรมของเขมรโบราณ ซึ่งมีทั้งปราสาทอิฐและปราสาทหินจำนวนมากกว่า 60 แห่ง รวมทั้งพบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ คือ เตาเผา ภาชนะดินเผา และภาชนะดินเผาแบบที่เรียกว่า " เครื่องถ้วยเขมร " ซึ่งกำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 อยู่ทั่วไปหลังจากสมัยของวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์เริ่มมีขึ้นอีกครั้งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏชื่อว่าเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา และปรากฏชื่อต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ว่า บุรีรัมย์มีฐานะเป็นเมืองเมืองหนึ่ง จนถึง พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคใหม่ บุรีรัมย์จึงได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดมาจนถึงปัจจุบันนี้

                จังหวัดบุรีรัมย์อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ  410  กิโลเมตร  แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 23 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ อำเภอนางรอง อำเภอลำปลายมาศ อำเภอประโคนชัย อำเภอพุทไธสง อำเภอสตึก อำเภอกระสัง อำเภอบ้านกรวด อำเภอคูเมือง อำเภอหนองกี่ อำเภอปะคำ อำเภอนาโพธิ์ อำเภอหนองหงส์ อำเภอพลับพลาชัย อำเภอห้วยราช อำเภอโนนสุวรรณ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอชำนิ อำเภอโนนดินแดง อำเภอละหานทราย อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอแคนดง และอำเภอบ้านด่าน

 

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์

 

ปราสาทวัดโคกงิ้ว               บุรีรัมย์

   ปราสาทโคกงิ้ว ตั้งอยู่ตำบลปะคำ ด้านหลังวัดโคกงิ้ว เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธลัทธิ
   มหายานก่อด้วยศิลาแลง และหินทราย แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวัน
   ออกประกอบด้วยปราสาทประธาน วิหาร กำแพงแก้ว ซุ้มประตู สระน้ำ โบราณสถานแห่งนี้
   สันนิษฐานว่า เป็นอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลในจำนวน 102 แห่งที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริ
   ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18

   







การเดินทาง  ตามทางหลวงหมายเลข 348 (นางรอง-ปะคำ) ก่อนถึงอำเภอปะคำ 3 กิโลเมตร

 

ปราสาทหนองหงส์                บุรีรัมย์

   ปราสาทหนองหงส์  ตั้งอยู่บ้านโนนดินแดง  เป็นโบราณสถานขนาดเล็กประกอบด้วยปรางค์ 3
   องค์ ก่อด้วยอิฐ ตั้งบนฐานก่อด้วยศิลาแลงต่อเนื่องเป็นฐานเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
   มีประตูเข้า-ออกทางด้านหน้าอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก ปรางค์ทั้งสามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
   ย่อมุมไม้สิบสอง  องค์กลางขนาดใหญ่กว่าสององค์ที่ขนาบข้าง แต่เดิมเคยมีทับหลังประดับ
   จำหลักลายอย่างสวยงาม คือ องค์ทิศเหนือสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล ซึ่ง
   มือยึดท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา อีก 2 องค์ที่เหลือ คือ องค์กลางและองค์ด้าน
   ทิศใต้ก็มีลักษณะคล้ายกันต่างกันที่ภาพตรงกลาง คือ ทับหลังปรางค์องค์กลางสลักเป็นรูปพระ
   อินทร์ทรงช้างเอราวัณ องค์ทิศใต้เป็นรูปพระอิศวรทรงโค ด้านหน้าของปรางค์องค์กลาง มีทาง
   เดินยื่นยาวออกไป มีบันไดทางด้านหน้าและด้านข้างทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีวิหารหรือบรรณาลัย
   อีก 1 หลัง ก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าเข้าหาปรางค์องค์ทิศใต้ อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพง
   ศิลาแลง มีซุ้มประตูด้านหน้าและด้านหลัง มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ  การกำหนดอายุ สมัยของ
   ปราสาทนั้น กำหนดจากลักษณะการก่อสร้าง และศิลปกรรมที่พบซึ่งตรงกับศิลปะเขมรแบบบาป
   วน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16

การเดินทาง   ใช้เส้นทางเดียวกับเขื่อนลำนางรอง ปราสาทหนองหงส์จะอยู่ทางด้านซ้ายของแนวสันเขื่อน

 

ปราสาทหินเมืองต่ำ                 บุรีรัมย์

   ปราสาทหินเมืองต่ำ  ตั้งอยู่ที่ตำบลจระเข้มาก  เป็นปราสาทขอมที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามโดด
   เด่นน่าชมอีกแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์  ประวัติความเป็นมาของปราสาทหินเมืองต่ำยังไม่ทราบชัด
   เพราะไม่พบหลักฐานที่แน่นอนว่าสร้างขึ้นเมื่อใด หรือใครเป็นผู้สร้าง มีลักษณะของศิลปะขอม
   แบบบาปวน ซึ่งมีอายุอยู่ในราว พ.ศ. 1550-1625 และมีลักษณะของศิลปะขอมแบบคลังซึ่งมี
   อายุราว พ.ศ. 1508-1555 ปะปนอยู่ด้วย ภาพสลักส่วนใหญ่เป็นภาพเทพในศาสนาฮินดู จึง
   อาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-17 เพื่อใช้เป็นศาสนสถานใน
   ศาสนาฮินดู

                ตัวปราสาท ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ 5 องค์ สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน
   ก่อด้วยศิลาแลง องค์ปรางค์ทั้ง 5 ตั้งเรียงกันเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ปรางค์
   ประธานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลางแถวหน้า ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียงส่วนฐาน ส่วนองค์
   อื่น ๆ ที่เหลืออยู่ก็มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ปรางค์ทุกองค์มีประตูเข้าสู่ภายในปรางค์ได้ด้านเดียว คือ
   ด้านทิศตะวันออก ด้านอื่นทำเป็นประตูหลอก แต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้าอีกชั้นหนึ่ง การขุดแต่งบริเวณปรางค์ประธานได้พบทับหลังประตูมุขปรางค์ สลักเป็นภาพเทพถือดอกบัวขาบประทับนั่งเหนือหน้ากาล แวดล้อมด้วยสตรีเป็นบริวาร หน้าบันสลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ส่วนทับหลังประตูปรางค์สลักเป็นเทพนั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล และยังได้พบชิ้นส่วนลวดลายปูนปั้นประดับฐานอีกด้วย แสดงว่าปรางค์เหล่านี้ได้เคยมีปูนฉาบและปั้นปูนเป็นลวดลายประดับตกแต่งอย่างงดงาม

                สำหรับปรางค์บริวารอีก 4 องค์นั้นยังคงมีทับหลังติดอยู่เหนือประตูทางเข้า 2 องค์ คือ องค์ที่อยู่ทางทิศเหนือของแถวหน้า และองค์ทิศใต้ของแถวหลัง สลักภาพพระศิวะอุ้มนางอุมาบนพระเพลา ประทับนั่งอยู่บนหลังโคนนทิ และภาพพระวรุณทรงหงส์ ตามลำดับ จากการขุดแต่งได้พบยอดปรางค์ทำด้วยหินทรายสลักเป็นรูปดอกบัว ตกอยู่ในบริเวณฐานปรางค์ หน้ากลุ่มปรางค์ยังมีวิหารเป็นอาคารก่ออิฐ 2 หลัง ตั้งหันหน้าตรงกับปรางค์ที่อยู่ด้านข้างทั้งสององค์ สิ่งก่อสร้างดังกล่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงสองชั้น กำแพงชั้นในก่อด้วยหินทรายเป็นห้องแคบ ๆ ยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า ระเบียงคด กำแพงชั้นนอกเป็นกำแพงศิลาแลง กำแพงทั้งสองชั้นมีซุ้มประตูอยู่ในแนวตั้งตรงกันทั้ง 4 ด้าน ซุ้มประตูทั้งหมดยกเว้นซุ้มประตูของประตูชั้นในด้านทิศตะวันตกก่อด้วยหินทราย สลักลวดลายในส่วนต่าง ๆ อย่างงดงาม ตั้งแต่หน้าบัน ทับหลัง เสาติดผนัง ฯลฯ เป็นภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูและลวดลายที่ผูกขึ้นจากใบไม้ ดอกไม้ที่มักเรียกรวม ๆ ว่า ลายพันธุ์พฤกษา

                 ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก เป็นลานกว้างปูด้วยศิลาแลง มีสระน้ำขุดเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงอยู่ทั้ง 4 มุม กรุขอบสระด้วยแท่งหินแลงก่อเรียงเป็นขั้นบันไดลงไปยังก้นสระ ขอบบนสุดทำด้วยหินทรายเป็นลำตัวนาคซึ่งชูคอแผ่พังพานอยู่ที่มุมสระ เป็นนาค 5 เศียรเกลี้ยง ๆ ไม่มีเครื่องประดับศีรษะ  ปราสาทหินเมืองต่ำ เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา 06.00-18.00  น. ค่าเข้าชม คนไทย 20 บาท  ชาวต่างประเทศ 100 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4478 2715 โทรสาร 0 4478 2717

                การเดินทาง  จากบุรีรัมย์ใช้ทางหลวงหมายเลข  219  จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข  24  และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหมายเลข  2117  ก็จะสังเกตเห็นปราสาทเมืองต่ำ (อยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้งประมาณ  8  กิโลเมตร)

 

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก           บุรีรัมย์

   พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ตั้งอยู่ในตัวเมืองทางไปอำเภอ
   ประโคนชัย สร้างในปี พ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี
   ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก  พระบรมราชานุสาวรีย์
   มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ ฉลองพระองค์แบบนักรบตามขัตติยราช

   ประเพณีโบราณ ประทับบนช้างศึก จากจดหมายเหตุประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 7 กล่าวว่า ใน
   พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปปราบพระยา
   นางรองซึ่งคบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอินแห่งจำปาศักดิ์ ขณะเดินทัพพบเมืองร้างอยู่ที่ลุ่มน้ำห้วยจระเข้
   มาก มีชัยภูมิดีแต่ไข้ป่าชุกชุม ชาวเขมรป่าดงไม่กล้าเข้ามาอยู่อาศัย แต่ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบ
   จึงรวบรวมผู้คนตั้งเป็นเมืองแปะ และให้บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมันซึ่งติดตามมาด้วยเป็นเจ้าเมือง
   ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครภักดี ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองบุรีรัมย์”


 

พระพุทธรูปใหญ่ (พระพุทธรูปปฎิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎรนิมิตรมุนินทร์)                    บุรีรัมย์

   พระพุทธรูปใหญ่  (พระพุทธรูปปฏิมาสันตยาภิรมย์สตึกอุดมราษฎร์นิมิตมุนินทร์) เป็นพระยืน
   ขนาดใหญ่ในสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ริมแม่น้ำมูล ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอสตึก เป็นที่
   เคารพสักการะของชาวสตึกและจังหวัดใกล้เคียง ในช่วงงานงานประเพณีแข่งเรือยาวซึ่งจัดที่
   อำเภอสตึกมีทั้งชาวเรือและผู้มาเที่ยวงานแวะมานมัสการพระพุทธรูปใหญ่กันเป็นจำนวนมาก การ
   เดินทาง   ตามทางหลวงหมายเลข 219 (บุรีรัมย์-มหาสารคาม) ถึงอำภอสตึกเลี้ยวซ้ายตรง
   สะพานข้ามแม่น้ำมูล







 

พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์           บุรีรัมย์

   พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์  เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ปางมารวิชัย ศิลปะลาว สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอน
   ปลาย พุทธศตวรรษที่ 24-25 ขนาดหน้าตัก 1.6 เมตร สูง 2 เมตร สร้างด้วยศิลาแลง มีลักษณะ
   ของศิลปะพื้นเมือง ประดิษฐานอยู่ที่วัดหงษ์ หรือวัดศีรษะแรต เป็นที่เคารพสักการะของประชาชน
   จำนวนมากที่เรียกว่า “พระเจ้าใหญ่” ในภาษาไทยอีสาน มิใช่เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่
   แต่หมายถึงความยิ่งใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะการสาบานและอธิษฐาน เล่ากันว่า ผู้ที่ผิดคำ
   สาบานมักได้รับภัยพิบัติต่าง ๆ จึงมีผู้ไปสาบานงดเว้นอบายมุขเลิกดื่มสุราและสักการะกราบไว้ขอ
   ให้คุ้มครองรักษาอยู่มิได้ขาด  นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์รูปใบขนุน “รวมปาง” สำริด และพระพุทธ
   รูปแกะสลักจากนอแรดที่ใต้ฐานพระเจ้าใหญ่ด้วย ในวันขึ้น 14 ค่ำ หรือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของ 
   ทุกปี จะจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นโดยมีชาวอำเภอพุทไธสง และจังหวัดต่าง ๆ ไปนมัสการกราบไหว้
   เป็นจำนวนมาก

   

การเดินทาง  จากตลาดพุทไธสง ถึงทางสี่แยกเลี้ยวขวา ใช้เส้นทางที่จะไปพยัคฆภูมิพิสัย  ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร และมีทางแยกเลี้ยวขวาเข้าวัดอีก 2 กิโลเมตร

 

วนอุทยานเขากระโดง                        บุรีรัมย์

   วนอุทยานเขากระโดง  เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโบราณซึ่งยังคง
   ปรากฏร่องรอยปากปล่องให้เห็นได้ชัดเจน ปากปล่องภูเขาไฟมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำลึก มีน้ำขัง
   ตลอดปี ยอดสูงสุดประมาณ 265 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นที่ประดิษฐาน “พระสุภัทรบพิตร”
   พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์  สร้างโดยอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนายสรวุฒิ บุญญานุศาสน์
   และภายในวนอุทยานยังมีปราสาทหินเขากระโดง ซึ่งเดิมเป็นปราสาทหินทรายก่อบนฐาน
   ศิลาแลงสี่เหลี่ยมขนาด 4 x 4 เมตร ตัวปราสาททรุดโทรมปรักหักพัง ต่อมามีผู้บูรณะและสร้าง
   มณฑปครอบไว้

                ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง  วนอุทยานนี้มีพันธุ์ไม้พื้นเมืองน่าศึกษาหลาย
   ชนิด การขึ้นไปยังเขากระโดงสามารถทำได้สองวิธี คือ เดินขึ้นบันได หรือ ขับรถขึ้นไปถึงยอด
   เขา ระหว่างทางจะพบพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เรียงรายอยู่เป็นระยะ  ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน
   5จะมีงานประเพณีขึ้นเขากระโดง

 การเดินทาง    จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 219 บนเส้นทางสาย บุรีรัมย์-ประโคนชัย ประมาณ 6 กิโลเมตร

 

วัดเขาอังคาร                        บุรีรัมย์

   วัดเขาอังคาร ตั้งอยู่บ้านเจริญสุข บนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว อยู่ห่างจาก
   ปราสาทหินพนมรุ้งไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จากบุรีรัมย์ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง-บ้าน
   ตะโก-บ้านตาเป็ก (ทางเดียวกับไปปราสาทหินพนมรุ้ง) เมื่อเดินทางถึงบ้านตาเป็ก เลี้ยวขวา
   ตามทางไปอำเภอละหานทรายประมาณ 13 กิโลเมตร จะพบทางแยกขวาไปวัดเขาอังคารอีก 7
   กิโลเมตร ภายในบริเวณวัดเคยมีการค้นพบโบราณสถานเก่าแก่และใบเสมาหินทรายสลักภาพ
   บุคคล สถูป ดอกบัว และธรรมจักร สมัยทวารวดีหลายชิ้น อยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-14  ปัจจุบัน
   เป็นวัดที่สวยงามใหญ่โตแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์ มีการก่อสร้างโบสถ์ ศาลาและอาคารต่าง ๆ เลียน
   แบบสถาปัตยกรรมสมัยต่าง ๆ หลายรูปแบบ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธ
   ชาดกเป็นภาษาอังกฤษด้วย




 

ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้       บุรีรัมย์

   ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ถนนจิระ เป็นสถานที่รวบรวมจัด
   แสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอันมีค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้
   ความรู้แก่ผู้สนใจและเป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัย  นิทรรศการที่จัดแสดงมีหลากหลายหัว
   ข้อ อาทิ  แหล่งที่ตั้งชุมชนโบราณของจังหวัดบุรีรัมย์ประวัติศาสตร์จังหวัดบุรีรัมย์ ช้างกับส่วย
   ศาสนาและความเชื่อ ผ้าและวิถีชีวิต ห้องเตาเผาและเครื่องเคลือบบุรีรัมย์  และวิถีชีวิตชาว
   บุรีรัมย์ เช่น ลักษณะภายในครัวเรือน เครื่องมือในการทำมาหากิน และเครื่องดนตรีอีสาน เป็นต้น 
   เปิดทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30–16.30 น.  สอบถามรายละเอียด โทร. 0
   4461 1221  ต่อ 159





 

สวนนกบุรีรัมย์    บุรีรัมย์

   สวนนกบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ตำบลสะแกซำ อยู่ในบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด กำหนดเป็นเขตห้ามล่า
   สัตว์ป่าเมื่อปี 2535 จากการสำรวจพบว่าในแต่ละปีมีนกชนิดต่าง ๆ มาอาศัยอยู่โดยรอบจำนวน
   กว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนจะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่
   มากเป็นพิเศษ บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยาก เช่น นกเป็ดหงส์ นกเป็ดก่า และนกกาบบัว
   ในบริเวณบ้านของคุณสวัสดิ์ คชเสนีย์ ได้จัดทำเป็นสวนนก และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เหมาะ  
   สำหรับเที่ยวชมฝูงนกในยามเย็น ทุกวันเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. จะมีฝูงนกยางสีขาวนับ
   หมื่นตัวบินกลับรังเป็นภาพที่น่าชมมาก มีบริการรถชมรอบบริเวณ สอบถามข้อมูล โทร. 0 4460
   5169

   



การเดินทาง  จากตัวเมืองบุรีรัมย์ไป 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข  219  (เส้นทางบุรีรัมย์-ประโคนชัย) ถึงสถานีอนามัยบ้านโคกตาลเลี้ยวซ้ายประมาณ 2.5 กิโลเมตร

 

อนุสาวรีย์เราสู้     บุรีรัมย์

   อนุสาวรีย์เราสู้  ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข  348 (ละหานทราย-ตาพระยา)  สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.
   2522 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของประชาชน ตำรวจ ทหาร ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามผู้ก่อการ
   ร้ายคอมมิวนิสต์ ที่ขัดขวางการสร้างทางสายละหานทราย – ตาพระยา ซึ่งเป็นเส้นทาง
   ยุทธศาสตร์จนสามารถสร้างได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลลยเดช  โปรดเกล้า
   พระราชทานชื่อ และทรงทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2523








 

อ่างเก็บน้ำกระโดง       บุรีรัมย์

   อ่างเก็บน้ำกระโดง หรือ อ่างเก็บน้ำวุฒิสวัสดิ์  ตั้งอยู่ด้านหน้าของเขากระโดง จากทางเข้าเขา
   กระโดงมีทางแยกซ้ายมือไปทางเดียวกับค่ายลูกเสือ “บุญญานุศาสตร์” และสวนสัตว์ บริเวณริม
   อ่างเก็บน้ำเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีแห่งหนึ่ง จากจุดนี้สามารถมองเห็นองค์พระสุภัทร
   บพิตรบนยอดเขากระโดงได้









 

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม            บุรีรัมย์

   อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม  ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 24 ห่างจากอำเภอนางรอง 4 กิโลเมตร
   ระหว่างทางไปปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เป็นจุดแวะ
   พักริมทาง มีศาลาริมน้ำรับลมเย็นสบาย และในฤดูแล้งมีฝูงนกเป็ดน้ำจำนวนมากมายอาศัยอยู่ที่
  อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วย









 

อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด         บุรีรัมย์

   อ่างเก็บน้ำห้วยตลาดและสวนนกบุรีรัมย์ ตั้งอยู่ตำบลสะแกซำ กำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเมื่อ
   ปี 2535 จากการสำรวจพบว่าในแต่ละปีมีนกชนิดต่าง ๆ มาอาศัยอยู่โดยรอบจำนวนกว่า 100
   ชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนจะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่มากเป็น
   พิเศษ บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยาก เช่น นกเป็ดหงส์ นกเป็ดก่า และนกกาบบัว ใน
   บริเวณบ้านของคุณสวัสดิ์ คชเสนีย์ ได้จัดทำเป็นสวนนก และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เหมาะ
   สำหรับเที่ยวชมฝูงนกในยามเย็น ทุกวันเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. จะมีฝูงนกยางสีขาวนับ
   หมื่นตัวบินกลับรังเป็นภาพที่น่าชมมาก มีบริการรถชมรอบบริเวณ สอบถามข้อมูล โทร. 0 4460
   5169





 

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง         บุรีรัมย์

   อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง  ตั้งอยู่บ้านตาเป็ก  ตำบลตาเป็ก ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญ
   คือ ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตร (คำว่า “พนม
   รุ้ง” หรือ “วนํรุง” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ภูเขาใหญ่”)

    ราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกัน
   มาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่
   18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวสถาน
   แห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในช่วงนั้น





                 ปราสาทพนมรุ้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ตั้งเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธานบนยอดอันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ บันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตระพัง (สระน้ำ) สามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ที่ขอบทางทั้งสองข้างเป็นระยะ ๆ ถนนทางเดินนี้ ทอดไปสู่สะพานนาคราช ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนแห่งมนุษย์และสรวงสวรรค์ ด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาสร้างด้วยศิลาแลง 1 หลัง เรียกกันว่า โรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งทำเป็นชานพักเป็นระยะ ๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลาโล่งกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท และจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน

                 ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป คือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมอยู่ทางด้านหน้าที่ส่วนประกอบของปรางค์ประธานตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่าง ๆ ตลอดจนกลีบขนุนปรางค์ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ ศิวนาฏราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่น ๆ ช่วยให้กำหนดได้ว่าปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17

 ภายในลานชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีปรางค์ขนาดเล็ก 1 องค์ ไม่มีหลังคา จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง บอกให้ทราบได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธาน มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16

                นอกจากนี้ยังมีฐานปรางค์ก่อด้วยอิฐซึ่งมีอายุเก่าลงไปอีก คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์ประธาน และที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ก่อด้วยศิลาแลง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยกับพลับพลาที่สร้างด้วยศิลาแลงข้างทางเดินที่เรียกว่า “โรงช้างเผือก”

 กรมศิลปากรได้ทำการซ่อมแซมและบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง โดยวิธีอนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS) คือ รื้อของเดิมลงมาโดยทำรหัสไว้ จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังลงมากลับไปก่อใหม่ที่เดิม  โดยใช้วิธีการสมัยใหม่ช่วย และเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปี พ.ศ. 2531 ได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ  เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม  พ.ศ. 2531  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

                 อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โทร. 0 4478  2715 โทรสาร 0 4478 2717

                การเดินทางไปอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

 รถส่วนบุคคล  จากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ สามารถเดินทางไป พนมรุ้งได้ 2 เส้นทาง คือ

                 1. ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง (ทางหลวง 218) ระยะทาง 50 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 24 ไป 14 กิโลเมตร ถึงบ้านตะโก เลี้ยวเข้าบ้านตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (ทางหลวงหมายเลข 2117 และ 2221)ไปพนมรุ้งเป็นระยะทางอีก 12 กิโลเมตร

                 2. ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ทางหลวงหมายเลข 219 เป็นระยะทาง 44 กิโลเมตร จากตัวอำเภอประโคนชัย มีทางแยกไปพนมรุ้ง ระยะทางอีก 21 กิโลเมตร (เส้นทางนี้ผ่านทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำด้วย)

 รถโดยสาร จากสถานีขนส่งบุรีรัมย์ ขึ้นรถสายบุรีรัมย์-จันทบุรี ลงรถที่บ้านตะโกแล้วต่อรถสองแถวหรือรถจักรยานยนต์รับจ้างไปพนมรุ้ง ควรตกลงราคาค่าโดยสารก่อนเดินทาง

 

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน           บุรีรัมย์

   เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน มีพื้นที่ประมาณ 3,568 ไร่ เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
   ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้เป็นที่จอดเครื่องบินเพื่อส่งเสบียงอาหาร และเมื่อสงครามยุติทางราชการจึง
   ให้พื้นที่นี้เป็นสาธารณะประโยชน์ และที่พักผ่อนของชาวอำเภอประโคนชัย เป็นจุดที่เหมาะแก่
   การดูนกน้ำ นกที่พบได้แก่ เป็ดหงส์ เป็ดเทา นกช้อนหอย เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงเดือน
   พฤศจิกายน – มีนาคม  การเดินทาง อยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ตามทางไปประโคนชัย 41
   กิโลเมตร ริมทางหลวงหมายเลข 219 ก่อนถึงอำเภอประโคนชัย 4 กิโลเมตร เขตห้ามล่าสัตว์
   ป่าฯ จะอยู่ด้านซ้ายมือ






 

เขื่อนลำนางรอง                  บุรีรัมย์

   เขื่อนลำนางรอง อยู่ห่างจากอนุสาวรีย์เราสู้ไป 200 เมตร เป็นพื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่น
   คงตามพระราชดำริ เขื่อนลำนางรองเป็นเขื่อนดิน มีถนนลาดยางบนสันเขื่อนสำหรับชมทัศนียภาพ
   และมีร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ  นอกจากเขื่อนนี้จะเก็บน้ำไว้ใช้ในด้านการเกษตรแล้ว  ยัง
   ได้รับการปรับปรุงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีบ้านพักรับรอง ห้องประชุม และค่ายพักแรม
   ติดต่อสำนักงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนางรองซึ่งอยู่ก่อนถึงสันเขื่อนในเวลาราชการ
   โทร. 0 4460 6336 ต่อ 159 ในบริเวณเดียวกันยังมีโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป (ดอยคำ)
   ผลิตผักผลไม้กระป๋อง อาทิ ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ และน้ำมะเขือเทศ






 

แหล่งหินตัด                        บุรีรัมย์

   แหล่งหินตัด  ตั้งอยู่ในวัดป่าธรรมศิลาราม และบริเวณหมู่บ้านสายตรี 3 และสายตรี 4  ติดแนว
   ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากตัวอำเภอบ้านกรวด 7 กิโลเมตร บนเส้นทางบ้านกรวด-ตาพระยา
   (ทางหลวงหมายเลข 224 กิโลเมตรที่ 146)  และแยกจากถนนใหญ่ไปอีก 3 กิโลเมตร ทาง
   คอนกรีตตลอดสาย  แหล่งหินตัด เป็นแหล่งหินทรายที่คนสมัยขอม ตัดหินเอาไปสร้างปราสาท
   ต่าง ๆ ในเขตอีสานใต้ อยู่บริเวณเขากลอยและเขากระเจียว มีเนื้อที่กว่า 4,600 ไร่ ที่น่าสนใจคือ
   หินบางก้อนปรากฏรอยตอกเนื้อหินให้เป็นรูเรียงกันเป็นแนวยาว หินบางก้อนถูกเซาะสกัดเป็น
   ร่องขาดจากกัน และยังมีหินที่ถูกตัดและงัดขึ้นมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมอยู่ทั่วไป






 

แหล่งเตาโบราณ                  บุรีรัมย์

   แหล่งเตาโบราณ  นักโบราณคดีได้สำรวจพบเตาเผา และเครื่องปั้นดินเผาโบราณจำนวนมาก
   เตาโบราณเหล่านี้มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-19 เป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยขอม เพื่อเป็น
   สินค้าป้อนให้กับเมืองต่างๆ โดยมีการทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และขยายขอบเขตการผลิต
   ไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งเตาโบราณ 2 แห่ง คือ เตานายเจียน
   และเตาสวาย ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอบ้านกรวดเป็นระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร ตามลำดับ ส่วน
   เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบสามารถชมได้ที่ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 
   หรือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

                 การเดินทาง  จากตัวเมืองบุรีรัมย์ไปตามทางหลวงหมายเลข 2075 ประมาณ 66
   กิโลเมตร ถึงสี่แยกอำเภอบ้านกรวด เลี้ยวเข้าทางบ้านโคกกระชาย

 

 

การเดินทางไปจังหวัดบุรีรัมย์

 

รถยนต์:

                จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงสระบุรีเลี้ยวขวาเข้า ทางหลวงหมายเลข 2 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 224 และทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม) ผ่านอำเภอหนองกี่ อำเภอนางรอง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ตามทางหลวงหมายเลข 218 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 410 กิโลเมตร

 

รถประจำทาง:

มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง

สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490www.transport.co.th บริษัทกิจการราชสีมา โทร. 0 2271 2390

ปัจจุบันบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้เปิดให้บริการจองตั๋วรถโดยสารออนไลน์แล้ว ติดต่อได้ที่ www.thaiticketmajor.com นอกจากนี้ยังสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ไทยรูท ดอทคอม www.thairoute.com

 

รถไฟ:

                มีรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงทุกวัน สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี หรือนครราชสีมา-อุบลราชธานี ทั้งที่เป็นขบวนรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถดีเซลราง ผ่านสถานีบุรีรัมย์ทุกขบวน รถดีเซลรางปรับอากาศจะใช้เวลาเดินทางน้อยกว่ารถยนต์มาก

                ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690 เว็บไซต์ www.railway.co.th

 

 

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญในจังหวัดบุรีรัมย์

 

ตำรวจทางหลวง    โทร. (044) 611992

ททท.สนง.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 1 จ.นครราชสีมา  โทร. (044) 213666, 213030

เทศบาลเมือง           โทร. (044) 611456, 611496

ประชาสัมพันธ์จังหวัด            โทร. (044) 611957

ไปรษณีย์จังหวัด     โทร. (044) 611142

ศาลากลางจังหวัด    โทร. (044) 611342

สถานีขนส่งจังหวัด                โทร. (044) 611595, 612534

สถานีตำรวจภูธร อ.เมือง        โทร. (044) 611234

สถานีรถไฟ             โทร. (044) 611202

โรงพยาบาลกระสัง  โทร. (044) 691033

โรงพยาบาลคูเมือง  โทร. (044) 699030

โรงพยาบาลนางรอง  โทร. (044) 631368

โรงพยาบาลบ้านกรวด  โทร. (044) 679088

โรงพยาบาลบุรีรัมย์   โทร. (044) 612081

โรงพยาบาลประโคนชัย  โทร. (044) 671356

โรงพยาบาลปะคำ  โทร. (044) 646094

โรงพยาบาลพุทไธสง  โทร. (044) 689130

โรงพยาบาลละหานทราย  โทร. (044) 649029

โรงพยาบาลลำปลายมาศ  โทร. (044) 661242

โรงพยาบาลสตึก  โทร. (044) 681280-1

โรงพยาบาลหนองกี่  โทร. (044) 641195-6

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พื้นที่สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ

@ ค้นหาที่พัก รีสอร์ท โรงแรม และร้านอาหาร ทั่วประเทศที่  http://www.resortdd.com/


      22 ต.ค. 2555   เวลา :    11:21   จำนวนผู้อ่าน :    3313   

 
ร้านอาหารแนะนำ