resort, รีสอร์ท, ที่พัก
 
 
 
 
 
 
 


ที่พักภาคเหนือ
เชียงราย
เชียงใหม่
กำแพงเพชร
ตาก
นครสวรรค์
น่าน
พะเยา
พิจิตร
พิษณุโลก
เพชรบูรณ์
แพร่
แม่ฮ่องสอน
ลำปาง
ลำพูน
สุโขทัย
อุตรดิตถ์
อุทัยธานี


ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
นครพนม
นครราชสีมา
บุรีรัมย์
บึงกาฬ
มหาสารคาม
มุกดาหาร
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
ศรีสะเกษ
สกลนคร
สุรินทร์
หนองคาย
หนองบัวลำภู
อำนาจเจริญ
อุดรธานี
อุบลราชธานี


ที่พักภาคกลาง
กรุงเทพมหานคร
กาญจนบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นนทบุรี
ปทุมธานี
ประจวบคีรีขันธ์
ปราจีนบุรี
เพชรบุรี
ราชบุรี
ลพบุรี
สมุทรปราการ
สมุทรสงคราม
สมุทรสาคร
สระแก้ว
สระบุรี
สิงห์บุรี
สุพรรณบุรี
อยุธยา
อ่างทอง


ที่พักภาคตะวันออก
ชลบุรี, พัทยา
ระยอง
จันทบุรี
ตราด


ที่พักภาคใต้
กระบี่
ชุมพร
ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปัตตานี
พังงา
พัทลุง
ภูเก็ต
ยะลา
ระนอง
สงขลา
สตูล
สุราษฎร์ธานี

Link เพื่อนบ้าน
หอพัก
หอพัก
ห้องพัก





โอนิซึกะ, onitsuka, onitsuka tiger
Bangkok Dating, Thailand Matchmaker, Thailand Dating, Bangkok Matchmaker, dating bangkok, dating thailand, thai dating, online dating, single thai girls, thai women, dating service, speed dating, บริการหาคู่, บริษัทจัดหาคู่, หาคู่, หาแฟน, หาเพื่อน, จัดหาคู่, จับคู่, แม่สื่อ, ธุรกิจหาคู่
ถุงจัมโบ้, พาเลท

แนะนำรีสอร์ท, ห้องพัก, ที่พัก, บ้านพัก สำหรับพักผ่อนยามท่องเที่ยว


ResortDD.com Resort จังหวัดสุพรรณบุรี (Suphanburi) ที่พักจังหวัดสุพรรณบุรี โรงแรมจังหวัดสุพรรณบุรี รีสอร์ทจังหวัดสุพรรณบุรี เกสเฮ้าส์จังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ศูนย์รวมรีสอร์ทจังหวัดสุพรรณบุรี แหล่งรวมที่พักจังหวัดสุพรรณบุรี Thailand Suphanburi Hotel Guesthouse

สุพรรณบุรี เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม

สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง

 

                จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคกลาง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ  มีพื้นที่ราบลุ่มตามแนวลำน้ำท่าจีน  ส่วนใหญ่เป็นนาไร่และป่า  ประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปทางทิศเหนือเป็นที่ราบ  มีภูเขาบ้างเป็นบางตอนในท้องที่อำเภอเดิมบางนางบวชและอำเภออู่ทอง  แต่เป็นภูเขาเล็กๆ ส่วนตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มโดยตลอด  ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือมีป่าและภูเขามากในเขตอำเภอด่านช้าง  สุพรรณบุรีเดิมมีชื่อเรียกว่า เมือง “ทวารวดีศรีสุพรรณภูมิ “  หรือ “พันธุมบุรี”

                สุพรรณบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 107  กิโลเมตร  มีพื้นที่ทั้งหมด  5,358,008  ตารางกิโลเมตร  แบ่งการปกครองเป็น  10  อำเภอ   ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า อำเภอศรีประจันต์ อำเภอดอนเจดีย์ อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภออู่ทองอำเภอสามชุก อำเภอหนองหญ้าไซ อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอด่านช้าง

 

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสุพรรณบุรี

 

ตลาดท่าช้าง              สุพรรณบุรี

   “ตลาดท่าช้าง” ตลาดเก่าแก่ ที่มีอายุกว่า 100 ปี อยู่ในอำเภอเดิมบางนางบวช เป็นชุมชนขนาด
   ใหญ่ อยู่ตอนเหนือสุดของเมืองสุพรรณและเป็นตลาดที่ติดริมแม่น้ำท่าจีนอีกแห่งหนึ่งนับเป็น
   ตลาดที่รุ่งเรืองมาก แต่เมื่อปี พ.ศ. 2501 เกิดไฟไหม้ตลาด ทำให้บ้านเรือนโบราณสวยงามที่
   สร้างด้วยไม้ ถูกเผาทำลายไปเสียส่วนใหญ่ คงหลงเหลือเพียงบ้านที่อยู่รอบๆห่างออกมาไม่กี่
   หลัง (อย่างเช่นร้านอาหารเล็กเสี่ยวหงส์) แต่ถึงจะโดนเผาทำลายไปแล้ว ตลาดที่สร้างขึ้นมา
   ใหม่ปัจจุบันก็มีอายุกว่า 50 ปีแล้วรวมกับบ้านเก่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทั้งวิถีชีวิตและอาหารการ
   กิน ก็เป็นเสน่ห์ที่น่าค้นหา สำหรับนักเดินทางที่ชอบ บรรยากาศของการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่สถาน
   ที่ท่องเที่ยว







วัดไผ่โรงวัว                 สุพรรณบุรี

   วัดไผ่โรงวัว ตั้งอยู่ที่ตำบลบางตาเถร ห่างจากตัวจังหวัดสุพรรณบุรีประมาณ 43 กิโลเมตร หรือ
   ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี มีทางแยกซ้าย
   ก่อนถึงสามแยกลาดบัวหลวงเข้าสู่วัดไผ่โรงวัว หรือ หากมาตามทางหลวงหมายเลข 3422
   กิโลเมตรที่ 18-19วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 เป็นวัดที่มีพุทธศาสนิกชน และบุคคลทั่วไปนิยมไป
   เที่ยวชมกันมากเพราะท่านพระครูอุทัยภาคาธร (หลวงพ่อขอม) ได้ดำเนินการก่อสร้าง “พระพุทธ
   โคดม” เป็นพระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ภายในวัดมีสิ่งก่อ
   สร้างเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่สำคัญหลายแห่ง เช่น “สังเวชนียสถาน 4 ตำบล” คือ สถานที่ที่พระ
   พุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพาน มีส่วนที่แสดงงานประติมากรรม เกี่ยวกับพุทธ
   ประวัตินรกภูมิ สวรรค์ภูมิ  นอกจากนี้ยังมี “พระกะกุสันโธ” พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ที่สุดใน
   โลก ด้านหน้าพระพุทธรูปมี  “ฆ้อง และบาตร” ใหญ่ที่สุดในโลก  และยังมี “พระวิหารร้อยยอด”
   และ “พระธรรมจักร” หล่อด้วยทองสำริดใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย เป็น
   วัดที่โดดเด่นวัดหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี

 

วัดพระลอย            สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตำบลรั้วใหญ่ เลยวัดแคไปไม่ไกล สาเหตุที่สร้างวัดนี้น่าจะมาจากที่มีพระ
   พุทธรูปปางนาคปรกเนื้อหินทรายขาวลอยมาตามแม่น้ำท่าจีน(แม่น้ำสุพรรณ) จึงได้ทำพิธี
   อาราธนาขึ้นมาจากแม่น้ำ สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรี นอกจากนี้ยังมีโบสถ์ที่ปรักหัก
   พังสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ทางวัดได้ปฏิสังขรณ์โดยสร้างโบสถ์ใหม่ครอบ และ
   ยังมีอุโบสถจตุรมุขใหญ่ สูงเด่น สง่างาม ประดิษฐานพระพุทธนวราชมงคล สวยงามมาก และมี
   พระพุทธรูปเนื้อหินทรายปางต่างๆ เก่าแก่มาก บริเวณท่าน้ำหน้าวัดเป็นที่สงวนพันธุ์สัตว์น้ำ มีฝูง
   ปลาหลายชนิดผู้มาเที่ยวชมสามารถให้อาหารปลาได้ ถือเป็น อุทยานมัจฉา อีกแห่งหนึ่งของ
   จังหวัดสุพรรณบุรี


 

 


วัดทับกระดาน                สุพรรณบุรี

   วัดทับกระดาน ไปตามทางหลวงหมายเลข 3387 ประมาณ 7 กิโลเมตร แล้วเข้าทางหลวงหมาย
   เลข 3351 กิโลเมตรที่ 10 อำเภอสองพี่น้องเป็นอำเภอบ้านเกิดของพุ่มพวง ดวงจันทร์ นักร้อง
   เพลงลูกทุ่งชื่อดังซึ่งมีคนนิยมฟังเพลงของเธอมากมายและได้เสียชีวิตไป ทำให้แฟนเพลงเสียใจ
   กันมากจึงมีการเก็บรวบรวมเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้ในการร้องเพลง รวมทั้งรูปถ่ายจากข่าว
   หนังสือพิมพ์ไว้ในโบสถ์ของวัดนี้ เนื่องจากพุ่มพวงคุ้นเคยกับวัดนี้ตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้บริเวณ
   ศาลาท่าน้ำจะมีรูปวาดของพุ่มพวง ดวงจันทร์ที่มีคนนำมาให้เพื่อแก้บน ด้านหน้าวัดมีร้านขายของ
   สด แห้งต่างๆเช่น น้ำพริก หน่อไม้ ผลไม้ต่างๆ ทุกปีจะมีการจัดงานครบรอบวันเสียชีวิตของนัก
   ร้องผู้นี้ มีผู้คนมาร่วมงานจำนวนมาก







วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม (เดิมชื่อ วัดเขาพระ)                สุพรรณบุรี      

   วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม (เดิมชื่อ วัดเขาพระ) ห่างจากจังหวัดประมาณ 34 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่
   ถนนมาลัยแมน ในตัวอำเภออู่ทอง ใกล้หอนาฬิกาบรรหาร-แจ่มใส เข้าซอยไปประมาณ 2
   กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าตั้งแต่สมัยทวารวดี เพราะมีโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น  พระ
   พุทธไสยาสน์พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งสลักจากเนื้อหิน เทวรูปจักรนารายณ์เนื้อหิน บนยอดเขา
   พบซากเจดีย์อยุธยา 1 องค์ และยังมีรอยพระพุทธบาทจำลองแกะสลักด้วยหินเขียวธรรมชาติ
   ประดิษฐานไว้ในมณฑปบนยอดเขาอีกด้วย  ทุกปีมีงานนมัสการพระพุทธไสยาสน์ 2 ครั้ง คือ วัน
   ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1ค่ำ เดือน 12 กับวันขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 5




 

 


สวนเฉลิมภัทรราชินี                สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่ถนนนางพิม เป็นสวนสาธารณะมีเนื้อที่ 17 ไร่  ในสวนมีสถานที่ต่างๆให้แวะชมไม่ว่าจะเป็น 
   หอคอยบรรหาร-แจ่มใส อาคารแสดงผลงานของฯพณฯบรรหาร สวนน้ำพร้อมสไลเดอร์ สวนลาย
   ไทย  สวนนกพิราบ  สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น น้ำพุดนตรี สนามออกกำลังกาย ประชาชนนิยมมา
   เดินเล่นและออกกำลังกายในสวนตอนเย็นๆ  เวลากลางคืนจะมองเห็นหอคอย  เปิดไฟเป็นจุดเด่น
   ของเมืองสุพรรณบุรี



 

 


 

สวนเฉลิมภัทรราชินี  เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์     เวลา  10.00-19.00  น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์    เวลา  10.00-20.30  น.
อัตราค่าเข้า         ผู้ใหญ่ 10 บาท  เด็ก 5 บาn
อาคารแสดงผลงานฯ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้ วันอังคาร-ศุกร์     เวลา  13.00–18.00  น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์    เวลา  10.00–18.00  น.
สไลเดอร์และสวนน้ำ เปิดให้บริการทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์     เวลา  15.00–18.00  น.
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์    เวลา  10.00–18.00  น.
น้ำพุดนตรี และผาน้ำตก เปิดทุกวันตามวัน และเวลาดังนี้
วันศุกร์         เวลา  17.00–19.00  น.วันเสาร์-อาทิตย์
และวันหยุดนักขัตฤกษ์  รอบเที่ยง     เวลา  12.00–14.00  น.รอบเย็น       เวลา  17.00–19.00  น.

 

หอคอยบรรหาร-แจ่มใส                 สุพรรณบุรี

   หอคอยบรรหาร-แจ่มใส ตั้งอยู่ในสวนเฉลิมภัทรราชินี เป็นหอคอยชมวิวแห่งแรก และสูงที่สุดใน
   ประเทศไทยมองเห็นโดดเด่นอยู่กลางเมือง มีความสูงถึง  123.25  เมตร ฐานกว้าง 30 เมตร  
   การขึ้นเที่ยวชมหอคอย จะมีจุดแวะพักชมวิว 4 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นที่จำหน่ายบัตรและของที่ระลึก 
   ชั้นที่ 2 เป็นร้านจำหน่ายเครื่องดื่มอาหารว่างและจุดนั่งชมสวน ชั้นที่ 3 เป็นร้านจำหน่ายของที่
   ระลึกและจุดชมตัวเมือง  ชั้นที่ 4 อยู่ในระดับสูงสุด 78.75 เมตร เป็นจุดชมทิวทัศน์ของจังหวัด
   สุพรรณบุรีโดยรอบ มีกล้องส่องทางไกลบริการ ผนังห้องแสดงภาพวาดสีน้ำมันเกี่ยวกับสมเด็จ
   พระนเรศวรมหาราช 

  




หอคอยบรรหาร-แจ่มใส  เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ ตามวัน และเวลาดังนี้
วันอังคาร-ศุกร์     เวลา  10.00-19.00  น. 
วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์     เวลา  10.00-20.30  น.
อัตราค่าขึ้นชม  (ก่อน 18.00 น.)   ผู้ใหญ่ 30 บาท   เด็ก 15 บาท 
อัตราค่าขึ้นชม  (หลัง 18.00 น.)   ผู้ใหญ่ 40 บาท   เด็ก 20 บาท

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3552 2721, 0 3552 4060-4
และสำนักงานเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โทร. 0 3551 1987, 0 3551 1021 โทรสาร. 0 3552 2973

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย                   สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่ในบริเวณ ศาลากลางจังหวัด ถนนพระพันวษา เป็นอาคารเรือนไทยประยุกต์สองชั้น เป็น
   สถานที่เรียนรู้ภูมิปัญญา ประเพณี วิถีชีวิตชาวนาไทย เป็นสถานที่จัดเก็บศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ
   เครื่องมือและอุปกรณ์ทำนา และจัดแสดงเรื่องราว เกี่ยวกับการทำนา ประเพณีและ วิถีชีวิต ของ
   ชาวนาไทย  นอกจากนี้ ยังจัดแสดงสิ่งของ และเคียวด้ามทองคำ ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
   ทรงใช้ทำนาสาธิต และ รวงข้าวมงคล 9 รวงแรกที่ทรงเกี่ยว พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้น
   วันจันทร์ และอังคาร เวลา 9.00-16.00 น.









พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ               สุพรรณบุรี

   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี   ตั้งอยู่ริมถนนสุพรรณบุรี-ชัยนาท(ทางหลวงหมายเลข 340)
   ตำบลสนามชัย ภายในศูนย์ราชการกรมศิลปากรจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบด้วยวิทยาลัย
   นาฏศิลปสุพรรณบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี หอจดหมายเหตุแห่งชาติจังหวัด
   สุพรรณบุรี หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ และโรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก
   จังหวัดสุพรรณบุรี ที่จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง สนองแนวพระ
   ราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายในอาคารนิทรรศการถาวรของ
   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี ได้จัดแสดงประวัติฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมือง
   สุพรรณบุรีในอดีต พัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรีตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ลพบุรี
   อยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนะศึก
   ยุทธหัตถีผ่านสื่อโสตทัศนูปกรณ์ จัดแสดงประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมของกลุ่มชนต่าง ๆ ที่
   อาศัยอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึง ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีต ท่าน
   สามารถชมพระพิมโบราณจากกรุวัดที่มีชื่อ  เสียงต่างๆ ในเมืองสุพรรณบุรี ทั้งยังรวบรวมผลงานของศิลปินในสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักร้องลูกทุ่งเพลงพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย

                เวลาเปิด-ปิด : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เว้นวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (วันปีใหม่และวันสงกรานต์)

                อัตราค่าเข้าชม : ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 150 บาท
               สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 3553 5330

 

บ้านควาย                สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 340 (สุพรรณบุรี-ศรีประจันต์) กิโลเมตรที่ 115-116 เป็นสถานที่
   รวบรวมวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านภาคกลาง มีพื้นที่ 100 กว่าไร่  แบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ  เช่น  หมู่บ้าน
   ชาวนาแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย  มีลานนวดข้าว  คอกควาย  โครงการเกษตร
   ทฤษฎีใหม่  บ้านเรือนไทยภาคกลาง

   เรือนแต่ละหลังมีกิจกรรมสำหรับผู้สนใจ เช่น เรือนแพทย์แผนไทย การนวดแผนไทยและการใช้
   สมุนไพร เรือนโหราศาสตร์

   มีลานแสดงควาย วันจันทร์-ศุกร์  มีการแสดงรอบ 11.00 น. และ 15.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และ
   วันหยุดนักขัตฤกษ์ มีการแสดงรอบ 11.00 น., 14.30 น. และ 16.00 น. ด้านหน้าทางเข้ามีร้าน
   ขายสินค้าที่ระลึกของบ้านควายสำหรับนักท่องเที่ยว บ้านควายเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา
   09.00–18.00 น.

ค่าเข้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 100 บาท

 

บึงฉวาก                 สุพรรณบุรี

   บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,700 ไร่  อยู่
   ห่างจากตัวอำเภอเมืองสุพรรณประมาณ 64 กิโลเมตร  บึงฉวากมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอหันคา
   จังหวัดชัยนาทและอำเภอเดิมบางนางบวช  จังหวัดสุพรรณบุรี  ส่วนที่อยู่ในเขตอำเภอเดิมบาง
   นางบวชมีพื้นที่ประมาณ 1,700 ไร่  บึงฉวากได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี
   พ.ศ. 2526 และในปีพ.ศ. 2541 ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ
   ตามอนุสัญญาแรมซาร์ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี   เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์พืช
   และสัตว์ที่มีในบึง   ลักษณะที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือ พื้นที่ลุ่ม พื้นที่
   ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ มีน้ำท่วม น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตาม
   ธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง ทั้งที่มีน้ำขังหรือน้ำท่วมถาวรและชั่วคราว  ทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำ
   ไหล แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทะเลในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำ
   ลดต่ำสุด น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร ซึ่งบึงฉวากเข้าข่ายลักษณะดังกล่าว คือเป็นบึงน้ำจืดที่เกิดขึ้นเอง
   ตามธรรมชาติ  มีความลึกเฉลี่ยประมาณ 1–3 เมตร   พื้นที่บึงฉวากอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตรและอุตสาหกรรม เป็นต้น

เมื่อปี พ.ศ.2538 ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา  เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พัฒนาบึงฉวากเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ และมีการสร้างสวนสัตว์ อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำอุทยานผักพื้นบ้าน เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์มีความหลากหลาย ภายในบึงฉวากมีบริการนวดแผนไทย และเรือเร็วบริการอีกด้วย

ริมบึงฉวากมีบรรยากาศร่มรื่น ลมพัดเย็นสบายตลอด ในบริเวณบึงเต็มไปด้วยดอกบัวสีแดงและชมพู ในช่วงตอนเช้าบัวจะบานสวยงาม นกเป็ดแดงฝูงใหญ่จับกลุ่มอยู่ตามกอบัวในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมและนกจะทยอยกลับในช่วงเดือนเมษายน  มีศาลาสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน มีบริการขี่จักรยานน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถขออนุญาตกางเต็นท์พักแรมริมบึง  ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาบึงฉวากให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่ในความดูแลเช่น

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ เป็นหน่วยงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี  ภายในอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำรวบรวมพันธุ์ปลาน้ำจืด ปลาสวยงามและพันธุ์ปลาหายากเอาไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา แบ่งเป็น 3 อาคาร 

อาคารแสดงสัตว์น้ำหลังที่  1  จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดและสัตว์น้ำเค็ม  ทั้งพันธุ์ปลาไทย  และพันธุ์ปลาต่างประเทศกว่า  50  ชนิดเช่น  ปลาบึก  ปลากระโห้   ปลาม้า  ปลากราย ปลาช่อนงูเห่า  ปลาเสือตอ  เป็นต้น

อาคารแสดงสัตว์น้ำหลังที่  2  ประกอบด้วยตู้ปลาขนาดใหญ่สวยงามบรรจุน้ำได้กว่า   400  ลูกบาศก์เมตร  และมีอุโมงค์ความยาวประมาณ  8.5  เมตร  ผู้ชมสามารถเดินลอดผ่านใต้ตู้ปลาได้บรรยากาศเหมือนอยู่ใกล้สัตว์น้ำ ซึ่งถือว่าเป็นอุโมงค์ปลาน้ำจืดแห่งแรกของประเทศไทย  มีนักประดาน้ำหญิงสาธิตการให้อาหารปลา  นอกจากนั้นโดยรอบยังมีตู้ปลาน้ำจืดอีก  30  ตู้  และตู้ปลาทะเลสวยงามอีก  7  ตู้ การแสดงตู้ปลาใหญ่มีเฉพาะในวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ มี 4 รอบ ตั้งแต่เวลา 10.30-16.00 น. สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ  เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ  ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 08.30–17.00 น. วันเสาร์ - อาทิตย์  เปิดเวลา 08.30–18.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 0 3543 0043-4, 0 3543 0033

อาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 3 (สวรรค์แห่งโลกใต้ทะเล) จัดแสดงพันธุ์ปลาทะเลมากมายหลายชนิดให้ได้ชมกัน มีตู้ปลาขนาดใหญ่ และตู้ปลารูปทรงแปลกตา เพื่อคอยบริการนักท่องเที่ยวให้ได้ชื่นชมกับความสวยงาม และบรรยากาศของโลกใต้ท้องทะเล รวมทั้งตื่นตาตื่นใจกับอุโมงค์ปลา และบันไดเลื่อน ขนาดความยาว 75 เมตร เพื่อให้ได้ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ทะเลอย่างใกล้ชิด รวมทั้งบ้านของเจ้าแห่งท้องทะเล หรือ ปลาฉลามอีกจำนวนมาก  สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ  เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ  ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 50 บาท  ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 09.00-17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์  เปิดเวลา 09.00-18.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 0 3543 0043-4, 0 3543 0033 โทรสาร 0 3543 9208

เวทีริมบึง มีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านของนักเรียน นักศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี นำการแสดงศิลปะพื้นบ้านที่หาดูได้ยากมาให้ชมในช่วงวันหยุดเทศกาล

บ่อจระเข้น้ำจืด  เป็นบ่อจระเข้ที่ได้จำลองให้มีสภาพใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด  พื้นที่ประมาณ 3 ไร่  มีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยขนาด  1.5–4.0  เมตร  ประมาณ  60  ตัว ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นความเป็นอยู่แบบธรรมชาติของจระเข้และสามารถเข้าชมอย่างใกล้ชิด  มีการแสดงจระเข้วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์  รอบ 11.00 น., 12.30 น., 14.00 น. และ 15.30 น.

ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก สร้างขึ้นเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองราชย์เป็นปีที่ 50 ประกอบไปด้วย อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ  การดูนก สภาพทางภูมิศาสตร์  ประวัติความเป็นมาของบึงฉวาก มีตู้จำลองระบบนิเวศ  ห้องฉายสไลด์วิดีทัศน์  ด้านนอกอาคารมี กรงเลี้ยงนก ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ  5  ไร่  สูง  25  เมตร  ภายในกรงได้รับการตกแต่งให้ดูคล้ายสภาพธรรมชาติ  ประกอบด้วยนกกว่า 45 ชนิด   ที่น่าสนใจได้แก่  นกกาบบัว  นกเป็ดแดง  ไก่ฟ้าพญาลอ  และไก่ฟ้าสีทอง  ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นไก่ฟ้าที่มีความสวยงามที่สุดในโลก  มีการจำลองน้ำตกขนาดเล็กเอาไว้ภายในกรง  ผู้เข้าชมจะเดินตามทางเดินที่จัดไว้และได้สัมผัสใกล้ชิดกับนกต่างๆ ที่ปล่อยให้มีชีวิตอยูในสภาพแบบธรรมชาติเดินผ่านหน้าเราไป   หากเดินถัดไปจากกรงนก จะเป็นกรงเสือขนาดใหญ่  กรงเสือขนาดเล็ก มีเสือชนิดต่างๆให้ชมและ ที่พิเศษคือ มีลูกเสือดูดนมหมู และสัตว์สวยงามอีกหลายชนิด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 08.00–16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ 08.00–18.00 น. โทร. 0 3543 9206,  0 3543 9210 สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก โทร. 0 3548 1250

กรงเสือและสิงโต  ลักษณะภายในตกแต่งเป็นถ้ำและเนินหินให้ดูคล้ายสภาพธรรมชาติ  ซึ่งเป็นกรงเลี้ยงสัตว์ป่าตระกูลแมว  อันได้แก่  สิงโต  เสือโคร่ง  เสือลายเมฆ  เสือดาว  แมวดาว  เป็นต้น  นอกจากนั้นยังมีกรงสัตว์ป่าหายากอีกหลายประเภทที่จัดแสดงไว้  เช่น  นกน้ำ  นกยูงและไก่ฟ้าชนิดต่างๆ  ม้าลาย  อูฐ  และนกกระจอกเทศ  เป็นต้น  สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก โทร. 0 3548 1250 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก โทร. 0 3548 1250

เกาะกระต่าย พื้นที่คล้ายเกาะ สร้างเป็นที่พักของกระต่าย 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์เจอร์ซี่ วูลลี่ และสายพันธุ์แองโกร่า ที่มีความน่ารักและสวยงาม รวมทั้งยังมีกวางดาว เน้อทราย และจากสาเหตุที่เป็นเกาะมีพื้นที่น้ำล้อมรอบ จึงเลี้ยงปลาไว้ในกระชังอีกจำนวนมาก เพื่อให้ผู้คนได้พักผ่อนอีกประเภทหนึ่ง โดยการให้อาหาร เช่น ปลาทอง ปลาคาร์ฟ ปลาสวายเผือก ฯลฯ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา  08.00–16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00–18.00 น.

ศูนย์จำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ อาคารสองชั้นติดกรงนกขนาดใหญ่ รวบรวมสินค้าทั้งของกินและของใช้จากจังหวัดสุพรรณบุรีมาไว้ที่นี่ นอกจากจะแสดงสินค้าภายในจังหวัดแล้ว ยังรวบรวมสินค้าจากจังหวัดใกล้เคียงมาไว้ในอาคารนี้อีกด้วย

โรงสีชุมชน สถานที่รับรองผลผลิตของเกษตรกรชาวนาที่ปลูกข้าวปลอดสารพิษ นำผลผลิตที่ได้มาส่งให้โรงสีขนาด 5 ก.ก. ต่อชั่วโมง เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารปลอดสารพิษบึงฉวาก ออกจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมของเกษตรกร และอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค

อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพ   เฉลิมพระเกียรติบึงฉวาก  อยู่ในความดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร  จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทั่วไปเห็นคุณค่าและอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน  โดยรวบรวมผักพื้นบ้านจากทั่วภูมิภาคของประเทศไทยกว่า  500 ชนิด  มาปลูกไว้ในบริเวณเกาะกลางบึงฉวาก  มีทั้งสมุนไพร ไม้ยืนต้น ไม้เลื้อย  ไม้ล้มลุก  และไม้ชื้นแฉะที่น่าสนใจได้แก่  น้ำเต้าสี่เหลี่ยม  บวบหอมขนาดใหญ่  อุโมงค์น้ำพุ  และการจัดสวนไม้ประดับด้วยผักพื้นบ้าน  นอกจากนั้นยังมีโรงปลูกพืชระบบระเหยน้ำ  และสาธิตการปลูกพืชไร้ดินจัดแสดงให้ชมด้วย  และมีห้องสมุดบริการคอมพิวเตอร์สำหรับค้นคว้าข้อมูลพันธุ์ผักต่างๆ ห้องนิทรรศการแสดงผลผลิตทางการเกษตร ศูนย์บริการท่องเที่ยวเกษตรอุทยานผักพื้นบ้านฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-18.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  โทร. 08 1948  9214, 08 9836 1358 โทร.  0 3543 0011 หรือ สำนักงานเกษตร อำเภอเดิมบางนางบวช โทร. 0 3554 5450, 0 3555 5455

การเดินทาง จากถนนสายตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี (ทางหลวงหมายเลข 340) เมื่อถึงอำเภอเดิมบางนางบวช สามารถเข้าไปได้ 2 ทาง คือ เมื่อถึงสี่แยกทางเข้าตัวอำเภอเดิมบางนางบวช เลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ตรงไปจนพบสามแยกตัดกับถนนเลียบคลองชลประทาน  ให้เลี้ยวขวาไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน

อีกเส้นทางหนึ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 340 หลักกิโลเมตรที่ 147 ด้านซ้ายมือจะเห็นโรงเรียนวัดเดิมบางนางบวช ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยข้างโรงเรียน ข้ามแม่น้ำแล้วตรงไปเรื่อยๆ เมื่อถึงสามแยกตัดกับถนนเลียบคลองชลประทานให้เลี้ยวขวาไปตามถนน จนพบสะพานข้ามคลองชลประทานด้านซ้ายมือ ให้เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานแล้วตรงไปเรื่อยๆ จะเห็นบึงฉวาก
 

ถ้ำเวฬุวัน           สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่ในบริเวณวัดวังคัน ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 14 กิโลเมตร ทางหลวงหมายเลข
   333กม. ที่ 77 ห่างจากทางเข้าอุทยานแห่งชาติพุเตย 1 กิโลเมตร มีบันไดคอนกรีตขึ้นถึงบริเวณ
   ปากถ้ำจำนวน 61 ขั้น สภาพภายในถ้ำมีไฟฟ้าสว่างพอให้นักท่องเที่ยวเห็นสภาพภายในถ้ำ ซึ่งมี
   หินงอกและหินย้อยสวยงาม และมีพระพุทธรูปจำลองปางป่าเลไลยก์ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะ
   บูชา นอกจากนั้นในบริเวณวัด ทางอำเภอได้จัดทำเป็นสวนไผ่เทิดพระเกียรติ มีพันธุ์ไผ่ต่าง ๆ
   ปลูกไว้ประมาณ 10กว่าชนิด









อุทยานแห่งชาติพุเตย                สุพรรณบุรี

   อุทยานแห่งชาติพุเตย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ ป่าองค์พระ
   ป่าเขาพุระกำ และป่าเขาห้วยพลู ในท้องที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเดิมเป็น
   วนอุทยานพุเตย วนอุทยานพุกระทิง วนอุทยานเตรียมการตะเพิ่นคี่และพื้นที่ป่าไม้ข้างเคียง ที่มี
   สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน สัตว์ป่าชุกชุม รวมไปถึงสภาพธรรมชาติที่
   โดดเด่น ประกอบด้วย น้ำตก ถ้ำและป่าสนสองใบ ที่สวยงาม เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน
   หย่อนใจ สมควรที่จะอนุรักษ์ไว้มิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลง กรมป่าไม้จึงได้พิจารณาจัดตั้ง
   เป็นอุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติพุเตย ได้รับประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 84 ใน
   ราชกิจจานุเบกษา เล่ม115 ตอนที่ 67 ก ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2541 รวมเนื้อที่ 198,422
   ไร่  หรือประมาณ 317ตารางกิโลเมตร ใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติพุเตย”






วัดสุวรรณภูมิ (วัดกลางหรือวัดใหม่)               สุพรรณบุรี   

   เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ถนนพระพันวษา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอ
   เมืองสุพรรณบุรี  สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหา
   เถระ) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2514 อาคารมี 2 ชั้นเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ เช่น พระพุทธรูป 
   นาฬิกาอาวุธ เชี่ยนหมาก ถ้วยชาม แจกัน แก้ว โดยเฉพาะบาตรสังคโลกสมัยสุโขทัยพุทธ
   ศตวรรษที่ 18–19 ซึ่งมีชิ้นเดียวในประเทศไทย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น.
   (ควรติดต่อขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า)
   โทร. 0 3552 3603, 0 3552 5276, 0 3552 1503, 08 1013 2597








พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร (อุทยานมังกรสวรรค์)                 สุพรรณบุรี

   พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร (อุทยานมังกรสวรรค์) ตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
   สุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมี
   ความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 20 ปี เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๙  ขณะที่ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ดำรง
   ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๑ ของประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกรออกแบบขึ้น
   เพื่อนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ของอารยธรรมจีนที่ยาวนานถึง 5,000 ปี ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน
   ว่าเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภายใต้รูปแบบมังกรสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่
   รู้จักกันดี ภายในห้องจัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยตำนานการสร้างโลกยุคแรกเริ่ม
   ทางประวัติศาสตร์ ลำดับราชวงศ์ตั้งแต่ยุคหวงตี้ ถึงราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้าย  สมัย
   เปลี่ยนแปลงการปกครอง  และการแสดงประวัติความเป็นมาของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนใน
   ประเทศไทย

  

เรื่องราวที่นำเสนอ ประกอบด้วย เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ ปรัชญา ภูมิปัญญา และการค้นพบประดิษฐกรรมสำคัญของบรรพบุรุษชาวจีน ผ่านสื่อจัดแสดงที่น่าสนใจ และสวยงาม  การจัดแสดงนิทรรศการภายในตัวมังกรใช้สื่อจัดแสดงที่ทันสมัย เช่น ภาพยนตร์ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แสง เสียง หุ่นจำลอง  นอกจากนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างครบครัน เป็นต้นว่า ห้องฉายภาพยนตร์ ห้องรับฝากของ จำหน่ายหนังสือ และห้องจำหน่ายของที่ระลึก มุ่งเน้นให้ผู้เข้าชมได้รับความรู้และความเพลิดเพลินในเวลาเดียวกัน อีกทั้งสอดแทรกคุณธรรมสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่บรรพบุรุษชาวจีนยึดถือ และได้ปรากฏให้เห็นตลอดเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์   เพื่อให้ผู้เข้าชมได้นำเอาความรู้และคุณธรรมไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตในโอกาสต่อไป 

อีกทั้งยังเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญระดับประเทศให้เกิดขึ้นในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นจังหวัดตัวอย่างในการพัฒนาของประเทศไทย 

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร (อุทยานมังกรสวรรค์)   เปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ปิดทุกวันอังคาร เข้าชมเป็นรอบๆ  มีชุดหูฟังเสียงบรรยายภาษาอังกฤษและจีนให้บริการ ค่าเข้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ 299 บาท เด็ก 149 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 499 บาท เด็กต่างประเทศ 299 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3552 6211 – 2
 

กำแพงเมืองเก่า และประตูเมือง              สุพรรณบุรี       

   เมืองสุพรรณบุรีเก่าอยู่ที่ตำบลรั้วใหญ่ (บ้านขุนช้าง) ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี โดยยังหลง
   เหลือแนวกำแพงดินและคูเมืองให้เห็นระหว่างทางไปวัดป่าเลไลยก์กับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
   กำแพงทางด้านทิศตะวันตกของเมืองทำแข็งแรงเป็นพิเศษสองชั้น มีคูน้ำกั้นอยู่ชั้นนอก มีเนินดิน
   และกำแพงอยู่ชั้นในยาวถึง 3,500 เมตร ส่วนด้านกว้างกำแพงยาว 1,000 เมตร จดแม่น้ำ ด้าน
   ตะวันออกไม่พบตัวกำแพง เพราะถูกรื้อในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ รัชกาลที่ 5 ได้พระราช
   ทานพระราชดำริไว้ในพระราชหัตถเลขา เรื่อง เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า บรรยายภาพกำแพง
   เมืองสุพรรณบุรีว่า “ เมืองสุพรรณบุรีมีกำแพงเป็นสองฟากเหมือนเมืองพิษณุโลกยื่นขึ้นไปจากฝั่ง
   แม่น้ำราว 25 เส้น ดูกว้างประมาณ 6 วา นอกเชิงเทิน ” ส่วนประตูเมืองตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน
   บนแนวกำแพงเมืองเก่า ประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ตามแบบกรมศิลปากรตรงสถาน
   ที่ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของประตูเมืองเดิม





วัดแค             สุพรรณบุรี                

   เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏในวรรณคดีเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” อยู่ในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี
   จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีต้นมะขามใหญ่วัดโคน
   ต้นโดยรอบได้ประมาณ 9.50 เมตร อายุประมาณ 1,000 ปี เชื่อกันว่าขุนแผนได้เรียนวิชาเสกใบ
   มะขามให้เป็นตัวต่อตัวแตนจากต้นมะขามต้นนี้กับท่านอาจารย์คงเพื่อใช้เวลาโจมตีข้าศึก ใกล้กับ
   ต้นมะขามยักษ์นี้ทางจังหวัดได้สร้างเรือนไทยทรงโบราณเรียกว่า “คุ้มขุนแผน” เพื่อเป็นอุทยาน
   วรรณคดีและเป็นการอนุรักษ์ศิลปด้านวรรณกรรมและประวัติศาสตร์

   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเสด็จประพาสวัดแคเมื่อ พ.ศ. 2447 วัดนี้มีโบราณ
   วัตถุที่น่าสนใจ ได้แก่ พระพุทธบาทสี่รอย ทำด้วยทองเหลืองกว้าง 1.40 เมตร ยาว 2.80 เมตร
   สร้างซ้อนกันไว้ในรอยใหญ่ นอกจากนี้ยังมี พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบศิลปรัตน 
   โกสินทร์  จีวรและอังสะเป็นลายดอกพิกุลงดงามมาก  ประดิษฐานอยู่ในวิหารหน้าพระประธาน 
   สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ เช่น ระฆังทองเหลือง หม้อต้มกรักทองเหลือง ตู้ใส่หนังสือที่พระบาทสมเด็จ
   พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายเมื่อปี พ.ศ. 2412
 

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร              สุพรรณบุรี

   วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ตั้งอยู่ที่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ
   สุพรรณบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่หน้าบันของวิหารวัดป่าเลไลยก์
   มีเครื่องหมายพระมหามกุฎอยู่ระหว่างฉัตรคู่ บอกให้ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
   หัว ได้เสด็จธุดงค์มาพบสมัยยังทรงผนวชอยู่ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงมาปฏิสังขรณ์
   สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างในสมัยที่เมืองสุพรรณบุรีรุ่งเรือง ในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้ากา
   แตทรงให้มอญน้อยมาบูรณะวัดป่าเลไลยก์ภายหลัง พ.ศ. 1724 ที่วัดแห่งนี้ประชาชนนิยมมา
   นมัสการ “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารสูงเด่นเห็นแต่ไกล เป็นพระพุทธรูปปางป่าเล
   ไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทองสุพรรณภูมิมีลักษณะประทับนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระ
   ชานุ พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุอีกข้างหนึ่งในท่าทรงรับของถวาย องค์พระสูง 23.46
   เมตร รอบองค์ 11.20 เมตร มีนักปราชญ์หลายท่านว่า หลวงพ่อโตเดิมคงเป็นพระพุทธรูปปาง
   ปฐมเทศนา สร้างไว้กลางแจ้งเหมือนพระพนัญเชิงในสมัยแรกๆ เพราะมักจะพบว่า พระพุทธรูป
  ขนาดใหญ่ที่สร้างในสมัยก่อนอยุธยาและอยุธยาตอนต้น ส่วนมากชอบสร้างไว้กลางแจ้งเพื่อให้สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ภายในองค์พระพุทธรูปนี้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากพระมหาเถรไลยลายจำนวน 36 องค์ หลวงพ่อโตเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทุกปีจะมีงานเทศกาลสมโภชและนมัสการหลวงพ่อวัดป่าเลไลยก์ 2 ครั้ง คือ ในวันขึ้น 7-9 ค่ำ เดือน 5 และเดือน 12

ตรงข้ามวิหารวัดมีร้านขายสินค้าที่ระลึกพื้นเมืองหลายร้านให้แวะเลือกซื้อ ด้านหลังวัดมี “คุ้มขุนช้าง” ซึ่งสร้างเป็นเรือนไทยไม้สักหลังใหญ่กว้างขวาง ตามบทพรรณนาเรือนของขุนช้างในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ขึ้นไปบนเรือนจะเห็นฉากภาพวาดตัวละครขุนช้างสำหรับให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นที่ระลึก บนเรือนแต่ละห้องมีภาพบรรยายเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน มีตู้จัดแสดงภาชนะเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆไม่ว่าจะเป็นฉากกั้นหรือถ้วยโถโอชามเก่าแก่แบบต่างๆ
 

วัดพระธาตุ หรือ วัดพระธาตุศาลาขาว                สุพรรณบุรี

   อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนมาลัยแมน (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณ) ทางหลวงหมายเลข
   321 ไปประมาณ 16 กิโลเมตร ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 145 วัดมหาธาตุตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัด
   สวนแตง ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดพระธาตุนอก เพราะลักษณะพระปรางค์คล้ายกับพระปรางค์ที่
   วัดพระศรีรัตนมหาธาตุแต่ขนาดย่อมกว่า มีความสูงประมาณ 20-25 เมตร จากสภาพที่หลงเหลือ
   ปัจจุบันเป็นพระปรางค์เดี่ยว มีบันไดและซุ้มประตู ยอดพระปรางค์มนกว่ายอดพระปรางค์วัดพระศรี
   รัตนมหาธาตุ ซึ่งมียอดแหลม แผ่นอิฐมีขนาดเล็ก และสอด้วยปูนหวาน เนื้อหยาบ จากหลักฐาน
   ของโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบได้จากพระปรางค์ สันนิษฐานได้ว่า วัดนี้สร้างในราว พ.ศ.1967-2031
   ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) หรือพระบรมไตรโลกนาถ ปัจจุบันพระธาตุอยู่
  ในสภาพทรุดโทรม






วัดพระนอน            สุพรรณบุรี

   วัดพระนอน ตั้งอยู่ตำบลพิหารแดง เลยวัดหน่อพุทธางกูรไปเล็กน้อย วัดพระนอนนี้อยู่ติดกับแม่น้ำ
   ท่าจีน สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมี อุทยานมัจฉา อยู่บริเวณริมน้ำหน้าวัด มีปลา
   นานาชนิดชุกชุม ทั้งปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด ทางวัดประกาศเป็นเขตอภัยทาน ปลูก
   ต้นไม้ ทั้งไม้ผลและไม้ประดับ บริเวณวัดจึงร่มรื่นสวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ขึ้น
   หน้าขึ้นตาแห่งหนึ่งของจังหวัด และยังมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์สลักจากหิน มี
   ลักษณะแปลกกว่าที่อื่น คือ เป็นพระพุทธรูปอยู่ในลักษณะนอนหงายขนาดเท่าคนโบราณยาว
   ประมาณ 2 เมตร ลักษณะคล้ายกับพระนอนที่เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของ
   พระพุทธเจ้า และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งใน Unseen Thailand อีกด้วย






วัดพระรูป            สุพรรณบุรี     

   วัดพระรูป ตั้งอยู่ที่ถนนขุนช้าง ริมฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ตรงข้ามตลาดสุพรรณบุรี วัดนี้
   เป็นวัดเก่าแก่มีอายุอยู่ในสมัยอู่ทองตอนปลาย ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่  พระพุทธรูปปาง
   ไสยาสน์ ก่ออิฐถือปูน  ยาว 13 เมตร สูง 3 เมตร  ชาวบ้านเรียกว่า เณรแก้ว  พระพักตร์กลมยาว
   คล้ายผลมะตูม ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าสร้างในราว พ.ศ. 1800-1893  และถือ
  ว่าเป็นพระนอนที่มีพระพักตร์งามที่สุดในประเทศไทย

   อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชม  ได้แก่ พระพุทธบาทไม้  เป็นโบราณวัตถุที่หาค่าไม่ได้ ศิลปะการแกะสลักงด
   งามมาก มีขนาดยาว 221.5 เซนติเมตร  กว้าง 74 เซนติเมตร หนา 10 เซนติเมตร ทำจากไม้
   ประดู่แกะสลักทั้ง 2 ด้าน มีเพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย เดิมพระพุทธบาทไม้อยู่ที่วัดเขาดิน เมื่อ
   ตอนเกิดศึกไทย-พม่า พระภิกษุรูปหนึ่งเกรงจะถูกทำลาย จึงนำล่องลงมาทางน้ำแล้วเอาขึ้นที่วัด
   พระรูป  นอกจากนี้ยังมี เจดีย์อู่ทองและซากเจดีย์สมัยทวารวดี ระฆังสัมฤทธิ์ และธรรมาสน์สังเค็ด
   (วัตถุที่ถวายแก่สงฆ์ผู้เทศน์หรือผู้ชักบังสุกุลเมื่อเวลาปลงศพ) ฝีมือช่างอยุธยาตอนปลาย และที่
นี่ยังเป็นกรุของ “ พระขุนแผน ”  อันมีชื่อเสียงอีกด้วย

 

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ               สุพรรณบุรี                    

   อยู่ถนนสมภารคง แยกจากถนนมาลัยแมนไปประมาณ 300 เมตร  เขตตำบลรั้วใหญ่ ฝั่งตะวันตก
   ของแม่น้ำสุพรรณบุรี   ในสมัยก่อนเป็นศูนย์กลางของเมืองสุพรรณภูมิ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง มีอายุ
   ไม่ต่ำกว่า 600 ปี  ปรางค์องค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ถูกลักลอบขุดค้นหา
   ทรัพย์สินจนทรุดโทรมไปมาก  กรุในองค์พระปรางค์นี้เป็นต้นกำเนิดพระพิมพ์ผงสุพรรณบุรีที่โด่ง
   ดังมาก อันเป็นหนึ่งใน “เบญจภาคี” 5 พระเครื่องยอดนิยม อันได้แก่ พระสมเด็จนางพญาของ
   สมเด็จพระพุทธาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร  พระผงสุพรรณ จังหวัด
   สุพรรณ   พระสมเด็จนางพญา จังหวัดพิษณุโลก พระทุ่งเศรษฐี จังหวัดกำแพงเพชรและพระรอด
   จังหวัดลำพูน นักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นว่า ปรางค์องค์นี้น่าจะเป็นศิลปะการก่อสร้าง
   สมัยอู่ทองสุพรรณภูมิ เพราะจากหลักฐานการก่อสร้างองค์ปรางค์เป็นการก่ออิฐไม่ถือปูน ซึ่งเป็น
   วิธีการเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยา





ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง                  สุพรรณบุรี

   อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) ห่างจากฝั่งแม่น้ำไปตามถนนมาลัยแมน เดิม
   เป็นศาลไม้ทรงไทยมีเทวรูปพระอิศวรและพระนารายณ์สวมหมวกเติ๊ก(หมวกทรงกระบอก) สลัก
   ด้วยหินสีเขียว  ปัจจุบันได้สร้างศาลเป็นรูปวิหารและเก๋งจีน  เจ้าพ่อหลักเมืองนี้เป็นพุทธ
   ประติมากรรมสลักบนแผ่นหินแบบนูนต่ำในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน แบบศิลปเขมรอายุราว
   พ.ศ.1185-1250 หรือประมาณ 1,300-1,400 ปีมาแล้ว มีพระนามว่า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
   หรือที่เรียกกันว่า พระนารายณ์สี่กร เป็นที่สักการะบูชาทั้งชาวไทยและชาวจีน ตามประวัติกล่าว
   ว่า ประมาณ 150 ปีมาแล้วมีผู้พบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จมดินจมโคลนอยู่ริมคลองศาลเจ้า
   พ่อ  จึงได้ช่วยกันอัญเชิญขึ้นข้างบนพร้อมกับสร้างศาลเป็นที่ประทับ  ในคราวเสด็จประพาสต้น
   เมื่อ พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จทรงกระทำพลีกรรมเจ้าพ่อ
   หลักเมืองและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อเขื่อนรอบเนินศาล ทำชานสำหรับคนบูชา สร้าง
   กำแพงแก้ว ต่อตัวศาลออกมาเป็นเก๋งแบบจีน   สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์กับเจ้า
   พระยายมราช ทรงสนพระทัยในการปรับปรุงศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเมื่อในราว พ.ศ. 2480 ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ของจีน  จะมีพิธีงานประเพณี   ทิ้งกระจาด  (หรือ พิธีทิ้งทาน) จัดที่สมาคมจีน ซึ่งเป็นพิธีกรรมของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ถือเป็นการจำเริญเมตตาแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว โดยนำสิ่งของต่างๆ ที่ผู้ตายใช้สอยและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ มาแจกแก่ผู้ยากจน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3552 1690
 

ตลาดโพธิ์พระยา                     สุพรรณบุรี

   ตลาดโพธิ์พระยา ตั้งอยู่ที่ตำบลโพธิ์พระยา ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีน เริ่มก่อตั้ง
   เมื่อปี พ.ศ. 2468 ภายหลังจากการสร้างเขื่อนประตูน้ำโพธิ์พระยา สภาพเดิมเป็นอาคารไม้ชั้น
   เดียว ชาวไทยเชื้อสายจีนได้รวมตัวกันประกอบอาชีพค้าขาย มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามา
   แต่อดีต เนื่องจากการติดต่อกับตังเมืองสุพรรณบุรี จะต้องใช้เส้นทางทางน้ำเป็นทางสัญจร ตลาด
   โพธิ์พระยาจึงเป็นจุดรวมของผู้คนที่ต้องการเดินทางสัญจรไปมาระหว่างโพธิ์พระยา กับตัวเมือง
   สุพรรณบุรี ในปี พ.ศ. 2540 ชาวตลาดโพธิ์พระยาต้องประสบอัคคีภัยเป็นครั้งแรก สร้างความเสีย
   หายเป็นอย่างมาก ทางสุขาภิบาลโพธิ์พระยา จึงได้ดำเนินการก่อสร้างตลาดสดโพธิ์พระยาขึ้นมา
   เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน และในเวลาต่อมา ตลาดโพธิ์พระยาก็ได้เกิดอัคคีภัยเป็นครั้งที่
   2 ในปี พ.ศ. 2547 ส่งผลให้ชาวตลาดโพธิ์พระยาได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างแสนสาหัส
   อาคารโครงสร้างไม้เดิมได้ถูกเพลิงไหม้เสียหาย จำนวน 41 หลัง ทรัพย์สินมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
   ในพริบตา ปัจจุบันบริเวณที่ดินเดิมได้ดำเนินการพัฒนาก่อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์สองชั้นครึ่ง
  จำนวน 81 ห้อง

 

วัดเขาขึ้น หรือ วัดเขานางบวช (วัดพระอาจารย์ธรรมโชติ)             สุพรรณบุรี

   ห่างจากจังหวัดประมาณ 51 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 340 กิโลเมตรที่ 138-139
   มีทางลาดยางขึ้นไปจนถึงวัดซึ่งตั้งอยู่บนเขานางบวช หรือจะเดินขึ้นบันได 249 ขั้น ไปจนถึง
   ยอดเขาก็ได้ พระอาจารย์ธรรมโชติเป็นพระที่มีความสำคัญในศึกชาวบ้านบางระจัน เป็นผู้ทรง
   คุณวุฒิด้านเครื่องรางของขลัง ชาวบ้านบางระจันจึงนิมนต์ไปเป็นขวัญและกำลังใจในการสู้รบกับ
   พม่าภายในวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ด้านนอกวิหารจะเห็น เจดีย์
   หินแผ่น เป็นหินแผ่นบางๆ วางซ้อนเป็นรูปเจดีย์ขนาดไม่สูงมากตั้งอยู่ติดกับวิหาร ในโบสถ์หลัง
   ใหม่มีรูปปั้นอาจารย์ธรรมโชติ เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์อันสวยงามของอำเภอ
   เดิมบางนางบวชได้อย่างทั่วถึง

 




 

วัดเดิมบาง               สุพรรณบุรี

   วัดเดิมบาง ห่างจากจังหวัดประมาณ 55 กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ ธรรมาสน์ที่
   สร้างโดยช่างชาวจีน เป็นศิลปะไทยผสมจีน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2458 สร้างเสร็จ พ.ศ. 2466
   ปัจจุบันเก็บไว้บนศาลาการเปรียญ นอกจากนั้นที่หอสวดมนต์ยังเก็บของมีค่าของวัดไว้ 3 ชิ้น
   ได้แก่ ฝาบาตรมุก ตาลปัตร และปิ่นโต ซึ่งรัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่วัด ทางวัดเก็บรักษาไว้อยู่
   ในสภาพดี และยังมีมณฑปและหอระฆังที่ก่อสร้างอย่างประณีตสวยงาม ส่วนภายในพระอุโบสถ
   ที่บูรณะใหม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังสภาพสมบูรณ์









เขื่อนกระเสียว              สุพรรณบุรี

   อยู่ที่ตำบลด่านช้าง ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยกระเสียว ของกรมชลประทาน
   เดิมพื้นที่อำเภอสองพี่น้องมีน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี จนเมื่อปี พ.ศ.2523 สมัย ฯพณฯบรรหาร
   ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้พิจารณาเห็นว่า เขื่อนกระเสียว รับน้ำไม่ได้
   มาก จึงให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เขื่อนกระเสียว เพื่อป้องกันน้ำท่วม 
   เขื่อนกระเสียว เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว  ยาว 4,250 เมตร  สูง 32.50
   เมตร  สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร นับเป็นเขื่อนดินที่มีความยาวที่สุดใน
   ประเทศไทยและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปชมทิวทัศน์
   บริเวณสันเขื่อนต้องเดินขึ้นบันไดจากลานจอดรถด้านล่าง เมื่อขึ้นไปถึงจะมองเห็นทิวทัศน์กว้าง
  ไกลสุดสายตาถึงเขาพุเตย มีร้านอาหารบริการใกล้ลานจอดรถ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ เขื่อนกระ
  เสียว โทร. 0 3559 5120

 

 


ตลาดเก้าห้อง             สุพรรณบุรี

   เป็นตลาดเก่าแก่ซึ่งเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองริมแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีนเมื่อเกือบหนึ่ง
  ร้อยปีมาแล้ว ปัจจุบันยังคงเห็นสภาพตลาดริมน้ำแบบอดีตที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้













อุทยานมัจฉา วัดป่าพฤกษ์               สุพรรณบุรี

   บริเวณหน้าวัดมีฝูงปลาโดยเฉพาะปลาสวาย ปลาเทโพ ปลานิล เป็นจำนวนมาก














วัดบ้านกร่าง                 สุพรรณบุรี

   วัดบ้านกร่าง เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา สันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุร่วม 400 ปี เป็นวัดที่มีกรุ
   พระขุนแผนบ้านกร่าง เป็นเนื้อดินเผาศิลปะอยุธยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลังสงครามยุทธหัตถี
   ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราช เมื่อตอนยกทัพกลับผ่านอำเภอศรีประจันต์
   ได้พักทัพริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ทรงรับสั่งให้ทหารสร้างพระเครื่องซึ่งเล่ากันว่า เป็นจำนวนถึง
   84,000 องค์ บรรจุในกรุวัดบ้านกร่าง เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารที่เสียชีวิต พระพิมพ์บ้านกร่าง
   คู่เป็นพระที่มีความหมายมาก ในการสร้างพระครั้งนี้แม่พิมพ์แกะเป็นสององค์คู่กัน โดยสมมติให้
   เป็นองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถ พระรูปแบบนี้หายากในกรุอื่นๆ ทั่ว
   ประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดได้แก่

   พระอุโบสถและวิหาร เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ภายในประดิษฐานพระ
   ประธานองค์ใหญ่ ศิลปะสมัยอู่ทอง ใบเสมาที่เรียงรายรอบพระอุโบสถมีที่มาจากการนำพระวัด
   กร่างพิมพ์ทรงพลใหญ่มาจำลองให้มีขนาดเท่าใบเสมา ใบเสมาของวัดนี้จึงมีลักษณะโดดเด่นไม่
   เหมือนวัดใด ส่วนวิหารมีอายุราว 450 ปี ประดิษฐานหลวงพ่อแก้วและพระประธานภายในวิหารมณฑป อยู่ถัดจากวิหาร ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2476 ด้านหลังวิหาร ประดิษฐาน เจดีย์ ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ จากองค์เดิมที่สร้างในสมัยอยุธยาซึ่งชำรุด ความสูงจากฐานถึงยอดเจดีย์ราว 5.70 เมตร สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระเครื่องตระกูลวัดบ้านกร่าง(พระขุนแผน) และภายในพระเจดีย์ เคยพบพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์จำนวน 20-30 องค์ และพระเครื่องซึ่งมีลักษณะเป็นแก้วสีเขียว

บริเวณริมแม่น้ำประดิษฐาน เจดีย์กลางน้ำ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มีอายุราว 150 ปี มีลักษณะย่อมุมไม้สิบสองแต่เดิมองค์พระเจดีย์ตั้งอยู่กลางแม่น้ำท่าจีน สร้างขึ้นไว้สำหรับคนทั่วไปสักการะบูชาในวันลอยกระทง แต่เนื่องจากกระแสน้ำเปลี่ยนทิศ เป็นเหตุให้พระเจดีย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จทรงนมัสการเจดีย์กลางน้ำองค์นี้ คราวเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2451 และตั้งพลับพลาที่ตำบลบ้านกร่าง

บริเวณหน้าวัดริมแม่น้ำมีปลาอาศัยจำนวนมาก ทางวัดสร้างแพหลังคาทรงไทยขนาดใหญ่ให้ผู้มาเที่ยวชมสามารถทำบุญเลี้ยงปลา นับเป็นอุทยานมัจฉา แห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี  นอกจากนี้จะสังเกตเห็นเรือนแถวหน้าทางเข้าวัดบ้านกร่าง เป็นเรือนแถวไม้สองชั้น แบบโบราณ บรรยากาศเงียบสงบ สะท้อนความเป็นอยู่เรียบง่ายแบบดั้งเดิมของผู้คนแถวนี้

การเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข 340 ผ่านอำเภอศรีประจันต์ เข้าทางหลวงหมายเลข 3038 กิโลเมตรที่ 14-15 ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี(แม่น้ำท่าจีน) คนละฝั่งกับที่ว่าการอำเภอศรีประจันต์ ห่างจากจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร

 

โบราณสถานบึงหนองสาหร่าย                    สุพรรณบุรี

   โบราณสถานบึงหนองสาหร่าย อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร เลยพระบรมราชานุ
   สรณ์ดอนเจดีย์ ไปตามทางหลวงหมายเลข 3038 ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นหนองน้ำธรรมชาติ
   ขนาดใหญ่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามยุทธหัตถีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
   กับพระมหาอุปราชาแห่งพม่า สมเด็จพระนเรศวรทรงเลือกบริเวณหนองสาหร่ายเป็นที่ตั้งทัพ
   เพราะน้ำบริเวณหนองสาหร่ายมีมากพอที่จะให้ทหารจำนวนแสนคน พร้อมช้าง ม้าได้อาศัยเป็น
   เวลาแรมเดือน ประกอบกับเป็นชัยภูมิที่ตั้งสูงห่างข้าศึก ปัจจุบันสภาพหนองน้ำตื้นเขินและมี
   เนื้อที่เหลือที่เป็นหนองน้ำเพียง 29 ไร่ บริเวณโดยรอบมีต้นไม้เรียงรายร่มรื่น เนื่องจากสภาพ
   ทรุดโทรมนักท่องเที่ยวไม่นิยมมาท่องเที่ยว







พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์                   สุพรรณบุรี

   อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 31 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 322
   (สุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์) ประกอบด้วย พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระ
   คชาธารออกศึก และ องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิม
   ฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อเดือนมกราคมในปี
   พ.ศ.2135 และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็น
   เจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ 36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ พระ
   บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอน
   เจดีย์เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปี ต่อ
   มาทางราชบัณฑิตได้คำนวณแล้วพบว่าวันทางจันทรคติที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำ
   ยุทธหัตถี คือวันจันทร์เดือน 2 แรม 2 ค่ำ จุลศักราช 954 ตรงกับวันที่ 18 มกราคม จึงเปลี่ยนวัน
   ดังกล่าวเป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์และถือเป็นวันกองทัพไทย พร้อม
   กันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี เลยจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการบูชาอยู่เสมอ

 

ตลาดเก่าศรีประจันต์บ้านเจ้าคุณ            สุพรรณบุรี  

   ตลาดศรีประจันต์เป็นตลาดค้าส่งในอดีตริมแม่น้ำท่าจีน อายุราว 100 ปี ได้รับรางวัลอุตสาหกรรม
   การท่องเที่ยว ประจำปี 2551 รางวัลดีเด่นประเภทแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม อยู่ห่างจากตัว
   เมืองสุพรรณไปทางทิศเหนือ 20 กิโลเมตร อาคารส่วนใหญ่เป็นห้องแถวไม้ 2 ชั้น แม้ในปัจจุบัน
   จะลดความคึกคักลงไปบ้าง แต่ในทุกวันเสาร์ อาทิตย์ชาวบ้านจะเปิดร้านจำหน่ายอาหารคาว
   หวานรสชาติดั้งเดิมจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว อาทิ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า หมี่กรอบ
   กาแฟโบราณ และขนมต่าง ๆ ทั้งแบบไทยและจีน ในตลาดศรีประจันต์ มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิง
   การศึกษา คือ บ้านเจ้าคุณ ป.อ.ปยุตโต ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นคนดีศรีประจันต์ และเป็นพระสงฆ์
  ไทยซึ่งได้รับการยกย่องเป็นกวีทางศาสนาพุทธ และเป็นเพชรน้ำเอกของโลก มีผลงานในการ
   เขียนหนังสือกว่า 300 เล่ม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บ้านของท่านซึ่งเคยเป็นร้านขายผ้า
   เมื่อในอดีตได้รับการอนุรักษ์ให้คงอยู่สภาพเดิม รวมทั้งเก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้เมื่อยุคเกือบ
   100 ปีก่อนไว้อย่างดีนอกจากนี้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนตลาดศรีประจันต์ยังสามารถสักการะศาล
   เจ้าแม่กวนอิม หรือล่องเรือชมแม่น้ำท่าจีนได้ หากต้องการพักค้างแรม ในตัวอำเภอก็มีบริการที่พักอยู่ 2 , 3 แห่ง การเดินทางโดยรถโดยสาร สามารถใช้บริการรถสองแถวสายสุพรรณ  ศรีประจันต์ มาลงที่ตลาดศรีประจันต์โดยตรง

 

ตลาดสามชุก หรือตลาดริมน้ำร้อยปี                  สุพรรณบุรี

   ตลาดสามชุก หรือตลาดริมน้ำร้อยปี ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 340 แยกเข้าอำเภอสามชุก
   อยู่ริมแม่น้ำท่าจีนติดกับที่ว่าการอำเภอสามชุก เป็นชุมชนชาวจีนเก่าแก่ที่ยังคงสภาพบ้านเรือน
   และตลาดแบบดั้งเดิม สิ่งที่น่าสนใจได้แก่อาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นอาคารไม้โบราณติดลูกไม้ขนาด
   3 ชั้นของขุนจำนงค์ จีนารักษ์ นายภาษีเก่า ซึ่งท่านเจ้าของตลาดมอบให้เป็นแหล่งรวบรวมภาพ
   ถ่ายวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยก่อน ร้านถ่ายรูปโบราณที่ยังมีกล้องถ่ายภาพเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีให้
   บริการร้านขายยาสมุนไพร และเพลิดเพลินกับขนม อาหารพื้นเมือง และกาแฟโบราณที่ยังใช้
   เครื่องคั่วกาแฟแบบดั้งเดิมบริเวณริมน้ำ สอบถามข้อมูล โทร 0 3550 4498






สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับและผู้สูงอายุ  ที่จอดรถ จัดที่จอดรถเฉพาะไว้ 1 ที่
ทางลาด ตัวตลาดไม่มีทางต่างระดับ สามารถเข้าถึงได้ทุกคน แต่มีพื้นต่างระดับบริเวณร้านค้า คนที่ใช้​ Wheel Chair อาจไม่สามารถเข้าในร้านค้าได้ถ้าไม่มีคนช่วยเหลือ
ป้ายสัญลักษณ์ มีป้ายบริเวณที่จอดรถ
ห้องส้วม คนพิการและผู้สูงอายุสามารถใช้ห้องส้วมที่จัดไว้เฉพาะของที่ว่าการอำเภอสามชุกในบริเวณใกล้ที่จอดรถได้

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง            สุพรรณบุรี    

   พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ติดกับที่ว่าการอำเภออู่ทองและโรงเรียน
   อู่ทองศึกษาลัย เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่าง ๆ ที่ขุดค้นพบ แสดง
   วิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่าง ๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี แบ่งออกเป็น 2 อาคาร
   คือ อาคารที่ 1 จัดแสดงการค้นพบเมืองอู่ทองสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยวัฒนธรรมทวารวดี
   พระพุทธรูปสมัยทวารวดี อาคารที่ 2 จัดแสดงห้องชาติพันธุ์วิทยาและลูกปัดที่ค้นพบในเมืองอู่
   ทองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยทวารวดี ส่วนลานกลางแจ้งสร้างเป็นเรือนแบบลาวโซ่ง
   จัดแสดงวัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวลาวโซ่

   เวลาเปิด-ปิด : พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา
   09.00-16.00 น,

    อัตราค่าเข้าชมชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3555 1021, 0 3555 1040

 

วัดเขาดีสลัก              สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลดอนคา ห่างจากอำเภออู่ทอง 8 กิโลเมตร ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาท
   จำลอง ซึ่งในปี พ.ศ. 2535 ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา   ให้กรมศิลปากรมาพิสูจน์รอยพระ
   พุทธบาท สรุปได้ว่าเป็นสมัยใกล้เคียงกับพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี เลยให้มีการสร้าง
   มณฑปบนยอดเขาและสร้างถนนขึ้นเขา พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสร็จใช้เวลา 5 ปี สมเด็จ
   พระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดเมื่อปี พ.ศ.2542  สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด
  ได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองสลักบนแผ่นหินทรายสีแดง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  สลักเป็นรูปนูนต่ำ 
  ลายกลีบบัวโดยรอบพระบาท  ปลายนิ้วพระบาทยาวไม่เสมอกัน ข้อนิ้วพระบาทมี 2 ข้อ โดยข้อ
  นิ้วพระบาทข้อแรกทำลายขมวดเป็นรูปก้นหอยตามคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะหรือมหาปริสลักขณะ
  ดังที่พรรณนาไว้ในปฐมสมโพธิกถาฉบับภาษาบาลี รวมทั้งในคัมภีร์ลิลิตวิสูตรฉบับภาษา
  สันสกฤต ข้อนิ้วที่ 2 ทำเป็นลายก้นขดหรือใบไม้ม้วนลักษณะคล้ายกับลวดลายพันธุ์พฤกษาซึ่ง
  นิยมในศิลปะแบบทวารวดี ซึ่งจะเห็นได้จากลวดลายปูนปั้นประดับ ศาสนสถานหรือลวดลาย
  ประดับประติมากรรม อันเนื่องในพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี  บริเวณฝ่าพระบาททำเป็นรูปธรรม
  จักรขนาดเล็กมีกงล้อธรรมจักรจำนวน 16 ซี่ อยู่กลางฝ่าเท้าและรายล้อมด้วยภาพสลักรูปมงคล 108 ประการ อยู่ในกรอบวงกลม มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบที่อื่น คือ รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ 65.5 เซนติเมตร ยาว 141.5 เซนติเมตร  อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16  มีทางรถขึ้นไปชมรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา ระยะทาง 2 กิโลเมตร  ทางวัดปรับปรุงภูมิทัศน์บนยอดเขา มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามในเขตอำเภออู่ทองโดยรอบ   นอกจากนี้ยังพบโพรงหินภายในมีพระพุทธรูป  และโบราณวัตถุต่างๆ อีกหลายชนิด

 

ศูนย์ฝึกอบรมช่างสิบหมู่สุพรรณบุรี              สุพรรณบุรี

   ตั้งอยู่ที่ ถ.มาลัยแมน ต.รั้วใหญ่ ตั้งอยู่ตรงข้ามวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ติดกับสนาม
  กีฬาจังหวัด ดำเนินงานโดยกรมศิลปากร มีนโยบายในการฝึกอบรมงานช่างสิบหมู่ในสาขาวิชาดัง
  นี้ หมู่ช่างเขียน หมู่ช่างรัก หมู่ช่างแกะ หมู่ช่างสลัก หมู่ช่างหล่อ หมู่ช่างหุ่น หมู่ช่างบุ หมู่ช่างปูน
  และหมู่ช่างกลึง เพื่อเป็นการสนับสนุนแฃะสืบสานงานศิลปะและวัฒนธรรม อันเป็นมรดกล้ำค่าของ
  ชาติที่ควรอนุรัษ์สืบต่อไป

 

 

 

 

 

การเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี

 

รถยนต์:

จากกรุงเทพฯ สามารถไปสุพรรณบุรีได้หลายเส้นทางดังนี้

1. จากกรุงเทพฯ ผ่านอำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี หรือจากกรุงเทพฯ ผ่านนนทบุรี อำเภอบางบัวทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตร

2. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 115 กิโลเมตร

3. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 132 กิโลเมตร

4. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเดิมบางนางบวช ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรีระยะทางประมาณ 228 กิโลเมตร

5. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดอ่างทอง ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร

6. จากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดนครปฐม อำเภอกำแพงแสน ไปจนถึงตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางประมาณ 164 กิโลเมตร

หรือใช้ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1543

รถประจำทาง:

มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 และสายใต้ ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร.1490 www.transport.co.th บริษัท สุพรรณทัวร์ โทร. 0 2884 9522 สุพรรณบุรี โทร. 0 3550 0817

รถไฟ :

มีขบวนรถไฟออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปสถานีรถไฟจังหวัดสุพรรณบุรีทุกวัน วันละ 1 เที่ยว

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020 www.railway.co.th

 

รถตู้ :

                มีรถตู้สายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ออกจากคิวรถจอดอยู่ตรงข้ามกองสลาก ถนนราชดำเนิน

 

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญในจังหวัดสุพรรณบุรี

 

ตำรวจทางหลวง ส.ทล. 1 กก. 2 จ.นครปฐม   โทร. (034) 241426, 211531

ททท.สำนักงานภาคกลาง เขต 6 จ.พระนครศรีอยุธยา   โทร. (035) 246076-7

เทศบาลเมือง  โทร. (035) 511021

ประชาสัมพันธ์จังหวัด   โทร. (035) 521811

ไปรษณีย์จังหวัด   โทร. (035) 521965

สถานีขนส่งจังหวัด   โทร. (035) 522373, 522264

สถานีตำรวจภูธร   โทร. (035) 521509

สถานีรถไฟ   โทร. (035) 511950

สำนักงานจังหวัด   โทร. (035) 521709

หน่วยสอบสวนศรีประจันต์  โทร. (035) 581506

หน่วยสอบสวนอู่ทอง    โทร. (035) 553037

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท

@ ค้นหาที่พัก รีสอร์ท โรงแรม และร้านอาหาร ทั่วประเทศที่  http://www.resortdd.com/


      20 ส.ค. 2555   เวลา :    09:29   จำนวนผู้อ่าน :    5069   

 
ร้านอาหารแนะนำ